Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11144/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความในศาลเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา จะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดแทน แล้วต่างตกลงกันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อความว่า "ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ย...นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียม...ภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระเสร็จสิ้น... ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวใน ข้อ 2. และยินยอมให้โจทก์บังคับคดี..." ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเนื้อความในสัญญา ข้อ 3. ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้ตามสัญญา ข้อ 1. และหรือ ข้อ 2. โดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอบังคับในฟ้อง ข้อความในวรรคที่ว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้อง" เป็นสาระสำคัญ ส่วนข้อความต่อเนื่องที่ว่า "ดังกล่าวใน ข้อ 2." เป็นเพียงพลความ หากถือว่ามิใช่พลความ ข้อความในวรรคนี้ทั้งหมดจะขัดแย้งจนหาสาระไม่ได้ เพราะจำนวนหนี้ตามสัญญา ข้อ 2. มิใช่จำนวนหนี้ทั้งหมดในฟ้องนั่นเอง แสดงว่า ที่ถูกต้องข้อความในวรรคนี้พึงเป็นข้อความว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวใน ข้อ 1." ดังนั้น ที่โจทก์ขอให้แก้ไขคำพิพากษาเฉพาะส่วนในข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ในวรรคดังกล่าวตรงท้ายวรรคจาก 2 เป็น 1 ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ศาลพึงมีคำสั่งแก้ไขให้ถูกต้องได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมว่า ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,000,000 บาท และอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 899,218.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วน ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าทนายความ 57,872.52 บาท แก่โจทก์อีกต่างหากภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระหนี้เสร็จสิ้นและให้ไถ่ถอนหลักประกันโฉนดที่ดินเลขที่ 11044 และ 9496 ตำบลบางพระ

อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และโฉนดเลขที่ 3029 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2 และยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 4. โจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 และไม่ติดใจเรียกร้องประการใดอีก ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า ขอแก้ไขข้อผิดพลาดของคำพิพากษาตามยอม ข้อ 3 บรรทัดที่ 2 จากเลข 2 เป็นเลข 1

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง สำหรับในคดีนี้เหตุแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 7,000,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมกับทนายความ

หากไม่ชำระให้บังคับจำนองทรัพย์ที่จำนองประกันออกขายทอดตลาดชำระแทนแล้วต่างตกลงกันได้ เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว มีข้อความว่า "ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,000,000 บาท และในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 899,218.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัย และค่าทนายความ 57,872.52 บาท แก่โจทก์อีกต่างหากภายใน 60 วัน

นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระเสร็จสิ้นและให้ไถ่ถอนหลักประกัน โฉนดที่ดินเลขที่ 11044 และ 9496 ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และโฉนดเลขที่ 3029 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2. และยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 4. โจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอมตามข้อ 1.

ถึงข้อ 3. และไม่ติดใจเรียกร้องประการใดอีก" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเนื้อความในสัญญาข้อ 3. ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้ตามสัญญาข้อ 1. และหรือ ข้อ 2. ข้างต้น โดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าว ซึ่งก็คือจำนวนเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอบังคับในฟ้อง จะแปลความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ดังนั้น ข้อความในวรรคที่ว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้อง" จึงเป็นสาระสำคัญ ส่วนข้อความต่อเนื่องไปอีกที่ว่า "ดังกล่าวในข้อ 2." เป็นเพียงพลความ ดังเห็นได้จากว่า หากถือว่ามิใช่พลความ ข้อความในวรรคนี้ทั้งหมดก็จะขัดแย้งกันเองจนหาสาระไม่ได้ เพราะจำนวนหนี้ตามสัญญาข้อ 2.

มิใช่จำนวนหนี้ทั้งหมดในฟ้องนั่นเอง จึงบ่งชี้แสดงชัดว่า ที่ถูกต้องข้อความในวรรคนี้พึงเป็นข้อความว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 1." ดังนี้ ที่โจทก์ขอให้แก้ไขคำพิพากษาเฉพาะส่วนในข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ในวรรคดังกล่าวตรงท้ายวรรคจาก "2" เป็น "1" อันถือได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ศาลจึงพึงมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเป็นการขอแก้ไขในข้อสาระสำคัญโดยเพิ่มความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้รับผิดในส่วนของจำนวนหนี้มากขึ้นกว่าเดิม มิใช่ข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขคำพิพากษาในส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2551 เฉพาะในสัญญาข้อ 3. จากเดิม "หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2. ... ฯลฯ ..." เป็นว่า "หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 1. ... ฯลฯ ..." ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ สายสอาด · วิจิตร วิสุชาติ · วิทยา วีระประจักษ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตราด - นายมงโคตร เมาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายราเชนทร์ เรืองทวีป
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2119/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ763/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ153/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้