Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามฟ้องของโจทก์ตั้งประเด็นให้จำเลยรับผิดใช้เงินในฐานะเป็นลูกจ้างและตัวแทนของโจทก์ ซึ่งมีผลเท่ากับกล่าวว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน โดยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ตกลงจ้างทำให้เงินของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างขาดหายไปหรือจำเลยผิดสัญญาตัวแทน โดยทำให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวการเสียหาย แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องไม่ชัดเจนว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือผิดสัญญาตัวแทน แต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว ก็ตกเป็นหน้าที่ของศาลที่จะนำตัวบทกฎหมายมาปรับแก่คดีได้ โจทก์หาได้ตั้งประเด็นฟ้องจำเลยว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่เรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดระเบียบการปฏิบัติงานของโจทก์กำหนดหน้าที่ของผู้จัดการโรงพิมพ์ข้อ 3 มีว่า 'ผู้จัดการเป็นผู้อำนวยการและรับผิดชอบในกิจการทั่วไป'นอกจากนี้ก็ได้วางระเบียบแบ่งงานไว้เป็นหมวดต่าง ๆ มีหมวดกลางหมวดคลัง และหมวดโรงงาน ซึ่งทุกหมวดจะต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาและควบคุมดูแลของผู้จัดการทั้งสิ้น โดยได้บัญญัติไว้ในระเบียบข้อ 45 ว่า 'ให้ผู้จัดการรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกคำสั่งกำหนดวิธีปฏิบัติงานในโรงพิมพ์การศาสนาเป็นการภายในได้โดยไม่ขัดแย้งต่อระเบียบนี้' ในเรื่องระเบียบเกี่ยวแก่การเงินก็ได้บัญญัติไว้ในระเบียบข้อ 18 ว่า 'เงินรายได้ของโรงพิมพ์เมื่อได้รับไว้เกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ให้นำส่งกองศาสนสมบัติกรมการศาสนา' และได้บัญญัติวิธีรักษาเงินไว้ในข้อ 21 ว่า 'เงินของโรงพิมพ์การศาสนาให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยโดยมีผู้จัดการหรือผู้ทำการแทนผู้จัดการ หัวหน้าหมวดคลัง และหัวหน้าหมวดโรงงานเป็นคณะกรรมการรักษากุญแจตู้นิรภัยร่วมกัน เมื่องบบัญชีเงินสดประจำวันให้มีการตรวจนับตัวเงินเมื่อตรวจนับถูกต้องตามบัญชีเงินสดแล้ว ให้นำเก็บไว้ในตู้นิรภัย แล้วตีตราประตูห้องเก็บตู้นิรภัยไว้ด้วย ฯลฯ'ดังนี้ จะเห็นได้ว่าโจทก์ได้กำหนดหน้าที่ของผู้จัดการไว้ให้มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเงินของโจทก์โดยใกล้ชิดด้วย เช่นต้องมีการตรวจบัญชีเงินสดและนับตัวเงินสดทุกวัน เป็นต้น ดังนั้นการที่ พ. สมุหบัญชีรับเงินเป็นตัวเงินสดไว้ถึง124,552 บาทแล้วไม่นำส่งโจทก์ได้นั้น ย่อมแสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่โจทก์จ้าง กล่าวคือไม่ควบคุมตรวจบัญชีเงินสดเป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนเงินของโจทก์ที่ขาดหายไปได้กรณีที่โจทก์ฟ้องเป็นเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่ลูกหนี้ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของลักษณะหนี้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการโรงพิมพ์และจ้างนายพาเป็นสมุหบัญชีแผนกโรงพิมพ์ มีหน้าที่รับเงิน จ่ายเงิน เก็บรักษาเงินและนำเงินส่งโจทก์ภายใต้การควบคุมของจำเลยที่ 1 ครั้นเมื่อปลาย พ.ศ. 2502 ได้มีการตรวจสอบบัญชีเงินของโรงพิมพ์ ปรากฏว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ.2502 ได้มีผู้ว่าจ้างโรงพิมพ์ 6 รายได้ชำระค่าจ้างรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 124,552 บาท แก่นายพาและจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และนายพาได้ร่วมกันรับไว้แล้วไม่นำส่งโจทก์ ทำให้เงินขาดบัญชี ซึ่งตามกฎหมายบุคคลทั้งสองในฐานะเป็นลูกจ้างและตัวแทนโจทก์จะต้องส่งมอบเงินนี้แก่โจทก์ แต่ขณะนี้นายพาได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยาและรับมรดกนายพาจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เงินให้โจทก์ จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธความรับผิดว่า

จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในทางการเงิน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมรับเงินกับนายพาดังโจทก์กล่าวหาความจริงเงินตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง นายพาเป็นผู้รับไว้และได้ยักยอกเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย จำเลยที่ 1 ให้การตัดฟ้องของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นกรณีเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดไม่ใช่กรณีเรียกร้องให้ตัวแทนรับผิดเพราะความเสียหายเกิดขึ้นแก่ตัวการอันเนื่องจากความประมาทเลินเล่อของตัวแทน โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อพ้น 1 ปีนับแต่โจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในคดีนี้ร่วมกันใช้เงิน 124,552 บาทให้แก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยนายทรงวุฒิจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ได้ตั้งประเด็นให้นายทรงวุฒิจำเลยรับผิดใช้เงินจำนวนนี้ในฐานะเป็นลูกจ้างและตัวแทนของโจทก์ ซึ่งมีผลเท่ากับกล่าวหาว่านายทรงวุฒิจำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน โดยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ตกลงจ้าง

ทำให้เงินของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างขาดหายไป หรือนายทรงวุฒิจำเลยผิดสัญญาตัวแทน โดยทำให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวการเสียหาย แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องไม่ชัดเจนว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือผิดสัญญาตัวแทน แต่เมื่อโจทก์ก็บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว ก็ตกเป็นหน้าที่ของศาลที่จะนำตัวบทกฎหมายมาปรับแก่คดีได้คดีนี้ โจทก์หาได้ตั้งประเด็นฟ้องนายทรงวุฒิจำเลยว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ ดังนั้นข้อที่นายทรงวุฒิจำเลยฎีกาขึ้นมาว่าฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด คดีของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว จึงตกไปปัญหาอันดับต่อไปจึงมีว่า นายทรงวุฒิจำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่

ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า นายทรงวุฒิจำเลยก็ยอมรับอยู่ว่าโจทก์ได้จ้างนายทรงวุฒิจำเลยเป็นผู้จัดการโรงพิมพ์ของโจทก์ทำหน้าที่ดำเนินกิจการแผนกโรงพิมพ์และบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่คนงานแผนกนี้ตามระเบียบข้อบังคับของกรมการศาสนา หากแต่เถียงว่านายทรงวุฒิ จำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในทางการเงิน เพราะโจทก์ได้จ้างนายพาเป็นสมุหบัญชีทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินอยู่แล้ว ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ระเบียบกรมการศาสนาว่าด้วยการปฏิบัติงานของโรงพิมพ์การศาสนา พ.ศ. 2510 เห็นว่าระเบียบการปฏิบัติงานข้อ 3 มีว่า"ผู้จัดการเป็นผู้อำนวยการและรับผิดชอบในกิจการทั่วไป"นอกจากนี้ก็ได้วางระเบียบแบ่งงานไว้เป็นหมวดต่าง ๆ มีหมวดกลาง หมวดคลังและหมวดโรงงาน ซึ่งทุกหมวดจะต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่บังคับบัญชีและควบคุมดูแลของผู้จัดการทั้งสิ้น โดยได้บัญญัติไว้ในระเบียบข้อ 45 ว่า

"ให้ผู้จัดการรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกคำสั่งกำหนดวิธีปฏิบัติงานในโรงพิมพ์การศาสนา เป็นการภายในได้โดยไม่ขัดแย้งต่อระเบียบนี้" ในเรื่องระเบียบเกี่ยวแก่การเงินก็ได้บัญญัติไว้ในระเบียบข้อ 18 ว่า "เงินรายได้ของโรงพิมพ์ เมื่อได้รับไว้เกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ให้นำส่งกองศาสนาสมบัติ กรมการศาสนา" และได้บัญญัติวิธีรักษาเงินไว้ในข้อ 21 ว่า "เงินของโรงพิมพ์การศาสนาให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย โดยมีผู้จัดการหรือผู้ทำการแทนผู้จัดการหัวหน้าหมวดคลัง และหัวหน้าหมวดโรงงานเป็นคณะกรรมการรักษากุญแจตู้นิรภัยร่วมกัน เมื่องบบัญชีเงินสดประจำวัน ให้มีการตรวจนับตัวเงิน เมื่อตรวจนับถูกต้องตามบัญชีเงินสดแล้ว ให้นำเก็บไว้ในตู้นิรภัย แล้วตีตราประตูห้องเก็บตู้นิรภัยไว้ด้วย

ฯลฯ" ดังนี้ จะเห็นได้ว่าโจทก์ได้กำหนดหน้าที่ของผู้จัดการไว้ให้มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเงินของโจทก์โดยใกล้ชิดด้วย เช่นต้องมีการตรวจบัญชีเงินสดและนับตัวเงินสดทุกวัน เป็นต้น ดังนั้น การที่นายพารับเงินเป็นตัวเงินสดไว้ถึง 124,552 บาทแล้วไม่นำส่งโจทก์ได้นั้น ย่อมแสดงว่านายทรงวุฒิจำเลยละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่โจทก์จ้างกล่าวคือ ไม่ควบคุมตรวจบัญชีเงินสดนับตัวเงินสดและนำเงินส่งโจทก์เมื่อรับเงินไว้เกินกว่า 2,000 บาท เป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนเงินของโจทก์ที่ขาดหายไปได้กรณีที่โจทก์ฟ้องนี้เป็นเรื่องฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่ลูกหนี้ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของลักษณะหนี้หาใช่เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · ประสาท สุคนธมาน · บัญญัติ สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้