Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11234/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันทำให้หนี้เดิมระงับไปและเปลี่ยนมาเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทน ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าปรับของยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ จำนวนเงินดังกล่าวถือว่าเป็นค่าเสียหายอันจำเลยยอมรับผิดชดใช้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นมูลหนี้เกี่ยวกับค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแจ้งชัดแล้ว มิใช่ค่าเสียหายที่คู่ความตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการไม่ชำระหนี้จึงมิใช่เบี้ยปรับ จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ แต่ในส่วนที่เป็นเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมค้างชำระ โจทก์และจำเลยมิได้ตกลงหรือกำหนดเบี้ยปรับดังกล่าวไว้เป็นจำนวนที่แน่นอนแจ้งชัดในขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ยอมรับว่าเป็นหนี้เบี้ยปรับ ส่วนค่าเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงินที่ยังไม่ชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมนั้น เป็นการที่จำเลยสัญญาแก่โจทก์ไว้ล่วงหน้าว่าจำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับอันศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าปรับกรณีจำหน่ายหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่ำกว่าคำรับรองจำนวน 1,302,672.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2552 ซึ่งเป็นวันผิดนัดชำระหนี้จนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 292,667.13 บาท รวมเป็นเงิน 1,595,339.83 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,302,672.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ค้างชำระจำนวน 1,052,801.57 บาท ให้จำเลยชำระค่าปรับในกรณีผิดนัดชำระหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้จนถึงวันชำระหนี้บางส่วน, วันชำระหนี้ครบถ้วนในเช็คแต่ละฉบับจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,548,125.65 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,052,801.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันจำเลยชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าปรับกรณีซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่ำกว่าคำรับรองที่ต้องชำระจำนวน 651,336.35 บาท และให้จำเลยชำระหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมค้างชำระจำนวน1,052,801.57 บาท กับให้จำเลยชำระหนี้ค่าปรับกรณีผิดนัดชำระค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดชำระ (วันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ) จนถึงวันชำระหนี้บางส่วน วันชำระหนี้ครบถ้วนในเช็คแต่ละฉบับจนถึงวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินเงินจำนวน 1,548,125.65 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า หนี้ค่าปรับยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญา นับแต่งวดเดือนมกราคม 2539 ถึงงวดเดือนมกราคม 2545 จำนวน 1,302,672.70 บาท ตามข้อ 1.2 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นเบี้ยปรับอันศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2539 ถึงเดือนมกราคม 2545 จำเลยไม่สามารถซื้อหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ตามจำนวนที่ได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาดำเนินการสถานีบริการและสัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 22 สิงหาคม2551 โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จึงทำให้หนี้เดิมระงับไปและเปลี่ยนมาเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทน ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวข้อ 1.2 จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าปรับของยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญาจำนวน 1,302,672.70 บาท ดังรายละเอียดที่ปรากฏและหนังสือรับสภาพความผิด จำนวนเงินดังกล่าวถือว่าเป็นค่าเสียหายอันจำเลยยอมรับผิดชดใช้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นมูลหนี้เกี่ยวกับค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแจ้งชัดแล้ว มิใช่ค่าเสียหายที่คู่ความตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการไม่ชำระหนี้ จึงมิใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ตามจำนวน 1,302,672.70 บาท ที่ตกลงกันไว้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาในข้อนี้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อโจทก์หรือไม่และเพียงใด เห็นว่า ดังที่ได้วินิจฉัยมาในประเด็นข้างต้นแล้วว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จึงทำให้หนี้เดิมระงับไป และเปลี่ยนมาเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทน ซึ่งโจทก์จำเลยได้ตกลงกันไว้ชัดแจ้งในจำนวนหนี้ค่าปรับของยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญาจำนวน 1,302,672.70 บาท ตามหนังสือรับสภาพความผิด แต่ในส่วนที่เป็นเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมค้างชำระจำนวน 1,052,801.57 บาท ตามความในตอนท้ายของข้อ 1.1 ของสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงหรือกำหนดเบี้ยปรับดังกล่าวไว้เป็นจำนวนที่แน่นอนแจ้งชัด ในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเหมือนเช่นเบี้ยปรับกรณีตามข้อ 1.2 ของสัญญาประนีประนอมยอมความจึงยังถือไม่ได้ว่า

จำเลยได้ยอมรับเอาเบี้ยปรับจำนวน 1,548,125.65 บาท ตามตารางคำนวณเบี้ยปรับ อันเป็นการคำนวณเบี้ยปรับนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องว่าเป็นหนี้เบี้ยปรับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบเบี้ยปรับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนนี้ให้แจ้งชัด จึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ สำหรับในส่วนที่เป็นค่าเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงินที่ยังไม่ชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 นั้น เห็นว่า หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คือ หนี้ค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 1,052,801.57 บาท ตามสัญญาข้อ 1.1 และหนี้ค่าปรับยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญาจำนวน 1,302,672.70 บาท ตามสัญญาข้อ 1.2 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงของสัญญาข้อ 3 ที่จำเลยตกลงชำระเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จึงเป็นการที่จำเลยสัญญาแก่โจทก์ไว้ล่วงหน้าว่า

จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับอันศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า เบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ดังกล่าวนั้นสูงเกินส่วนและเป็นการซ้ำซ้อนกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ศาลมีอำนาจพิพากษาให้แก่โจทก์ได้กรณีเป็นหนี้เงิน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดเบี้ยปรับกรณีผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของหนี้ค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 1,052,801.57 บาท และเบี้ยปรับผิดนัดอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของหนี้ค่าปรับยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญาจำนวน 1,302,672.70 บาท ด้วย สำหรับเบี้ยปรับในส่วนอื่นนอกจากนี้เป็นการซ้ำซ้อนกับที่กำหนดมาแล้วจึงไม่กำหนดให้อีก อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,302,672.70 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2552 และให้จำเลยชำระเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 1,052,801.57 บาทนับแต่วันที่ 16 กันยายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม แย้มสอาด · อร่าม เสนามนตรี · ปริญญา ดีผดุง
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ทก.(ป)206/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ทป77/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ทป163/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3661/2566

จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นกรุงเทพ (BIBOR) (3 เดือน) บวกร้อยละ 3 ต่อปี และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลอนดอน (LIBOR) บวกร้อยละ 3 ต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566

ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1301/2566

การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากู้ยืมตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น เป็นข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับได้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2566

โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งหกชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชําระหนี้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์อาศัยข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามคําขอสินเชื่อ คําขอสินเชื่อธุรกิจ ประ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้