Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1124/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญากู้ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ผู้ให้กู้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้เมื่อใดก็ได้ และการที่ผู้กู้นำพยานบุคคลมาสืบว่า การกู้รายนี้มีข้อตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้คืน 3 เดือน ตามเช็คล่วงหน้าที่ผู้กู้ได้ออกให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้นั้น เป็นการนำสืบเพิ่มเติมข้อความในเอกสารสัญญากู้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94เอกสารหมาย ล.6 ที่โจทก์ผู้ให้กู้มีถึงจำเลยแจ้งกำหนดเวลาชำระหนี้ให้จำเลยทราบถือได้แต่เพียงเป็นหลักฐานที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนดไว้เท่านั้น จะถือเป็นหลักฐานว่าโจทก์จำเลยตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนแล้วหาได้ไม่เมื่อหนี้ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ การค้ำประกันก็มิใช่การค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 แม้ผู้ให้กู้จะผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันก็หาหลุดพ้นความรับผิดไม่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องเอาดอกเบี้ย แต่เมื่อฟังได้ว่าการกู้มีดอกเบี้ย ผู้กู้จึงต้องชำระดอกเบี้ยอยู่ และก่อนฟ้องโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยด้วยสิ่งของเป็นเงิน 8,725 บาท โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเฉพาะต้นเงินกู้ ดังนี้ การที่ศาลจัดใช้เงิน 8,725 บาท ที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ก่อนฟ้องเป็นใช้ดอกเบี้ยเสียก่อน ส่วนเหลือใช้เป็นการชำระต้นเงินกู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 แล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระต้นเงินกู้ที่ยังค้างให้โจทก์น้อยกว่าที่โจทก์ขอนั้น ดังนี้หาเป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่สัญญากู้มีข้อความว่า จำเลยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์แต่อัตราดอกเบี้ยมิได้กำหนดลงไว้จึงต้องใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไป 30,000 บาท ไม่ได้กำหนดวันชำระจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาให้ทนายโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระคืนภายในวันที่ 31 มกราคม 2508 จำเลยไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระ หากไม่ชำระก็ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดจำเลยทั้งสองให้การว่า ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละสิบสลึงต่อเดือนมีกำหนดชำระคืน 7 เดือน โดยจำเลยที่ 1 ออกเช็คล่วงหน้า 3 เดือนเป็นเงิน 30,000 บาท ให้โจทก์ยึดถือไว้โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งหนังสือกู้ไม่ได้ลงวันที่และไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์ผ่อนเวลาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ยินยอมด้วยจำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้น โจทก์ยอมรับเอาสิ่งของแทนเงินคิดเป็นเงิน 8,725 บาทระหว่างสืบพยานจำเลย

โจทก์รับว่าได้รับสินค้าจากจำเลยที่ 1 รวม 8,725 บาทศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นการชำระดอกเบี้ยเสีย 4,500 บาท ชำระต้นเงิน 4,225 บาท พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 25,775 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำเลยที่ 2 ผู้เดียวอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า การกู้รายนี้ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียเมื่อใดก็ได้ ที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่า การกู้รายนี้มีข้อตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้คืน 3 เดือน ตามเช็คล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 ได้ออกให้โจทก์ยึดถือไว้นั้นเป็นการนำสืบเพิ่มเติมข้อความในเอกสารสัญญากู้ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เอกสารหมาย

ล.6 ที่โจทก์มีถึงจำเลยทั้งสองแจ้งกำหนดเวลาชำระหนี้ให้จำเลยทราบ ก็ถือได้แต่เพียงเป็นหลักฐานที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนดไว้เท่านั้น จะถือเป็นหลักฐานว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนแล้วหาได้ไม่ เมื่อหนี้รายนี้ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้การค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ก็มิใช่การค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 700 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้น แม้โจทก์จะผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันก็หาหลุดพ้นความรับผิดไม่คดีนี้ แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องเรียกร้องเอาดอกเบี้ยก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกู้รายนี้มีดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระดอกเบี้ยสำหรับปี พ.ศ. 2507 อยู่ และก่อนฟ้องโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยด้วยสิ่งของเป็นเงิน 8,725 บาทไปบ้างแล้ว โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเฉพาะต้นเงินกู้ ดังนี้ การที่ศาลล่างทั้งสองจัดใช้เงิน 8,725 บาทที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ก่อนฟ้องเป็นใช้ดอกเบี้ยเสียก่อน ส่วนที่เหลือใช้เป็นการชำระหนี้ต้นเงินกู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ต้นเงินกู้ที่ยังค้างชำระให้โจทก์น้อยกว่าที่โจทก์ขอนั้นหาเป็นการพิพากษาเกินคำขอในฟ้องดังฎีกาจำเลยไม่เนื่องจากหนังสือสัญญากู้รายนี้มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่อัตราดอกเบี้ยมิได้กำหนดลงไว้ในหนังสือสัญญากู้ว่าจำเลยจะเสียให้โจทก์เท่าใด จึงต้องใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ฉะนั้น ในการจัดใช้เงิน 8,725 บาทที่จำเลยชำระให้โจทก์ในส่วนที่จะคำนวณเป็นการใช้ดอกเบี้ยจึงต้องใช้อัตรานี้เป็นหลัก หาใช่อัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนหรือร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งมิได้กำหนดไว้ในสัญญา และคิดแล้วเป็นเงินดอกเบี้ย 4,500 บาท ดังคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ดอกเบี้ยที่จัดใช้ซึ่งคิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีเป็นเงิน 2,250 บาท เงินที่โจทก์รับชำระยังเหลืออีก 6,475 บาท จัดใช้เป็นการชำระต้นเงินกู้ จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ต้นเงินกู้ในส่วนที่ยังค้างชำระให้โจทก์อีก 23,525 บาท หนี้รายนี้เป็นหนี้ร่วมอันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา จำเลยที่ 2 ผู้เดียวฎีกาจำเลยที่ 1 ก็ย่อมได้รับผลเป็นคุณด้วยพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน23,525 บาท ให้โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนจนครบ นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จินตา บุณยอาคม · ชิต บุณยประภัศร · แสวง ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้