คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๙๐ คณะกรมการอำเภอเมืองตรัง ได้ทำหนังสือซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่นางชุ้น โดยนายกิ้มจำเลยที่ ๒ ลงชื่อแทนนางชุ้นผู้ขาย นายผ้อยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ซื้อ เป็นเงิน ๑๕๐๐ บาท ชั้นต้นนางซุ้นขอประกาศขาย อำเภอประกาศโฆษณาตามระเบียบโจทก์ได้คัดค้านเป็นลำดับมา ต่อมาก่อนอำเภอทำหนังสือซื้อขาย นางซุ้นได้ยื่นคำร้องขอโอนการขาย และถอนใบมอบฉันทะ ซึงมอบให้นายกิ้มจำเลยที่ ๒ ขายแทนเสีย หนังสือซื้อขายจึงไม่สมบูรณ์ โจทก์มีกรรมสิทธิในที่ดินรายนี้ร่วมด้วยนายกิ้มไม่มีอำนาจขาย จึงขอให้ศาลสั่งแสดงว่าหนังสือซื้อขายรายนี้ไม่สมบูรณ์และให้เพิกถอน
จำเลยให้การว่า โจทก์ได้เคยไปคัดค้านจริง แต่โจทก์ไม่อาจแสดงได้ว่าตนมีสิทธิคัดค้านได้ทางอำเภอสอบส่วนได้ความว่านางซุ้นมีกรรมสิทธิแต่ผู้เดียว โจทก์ทำใบถอนใบมอบฉันทะปลอม ปลัดอำเภอได้สอบปากคำนางชุ้นแล้ว นางชุ้นยืนยันให้ขายและไม่มีการถอนใบมอบฉันทะกับตัดฟ้องว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง คู่ความต่างไม่สืบพยาน (บุคคล)
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ไม่นำสืบสนับสนุนตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ตนมีกรรมสิทธิเหนือทรัพย์ที่ขายจึงจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา ๑๓๐๐ ป.ม.แพ่งฯ ไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมโดยฟ้องเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ ซึ่งกำหนดลงเป็นราคาเงินมิได้ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลล่างทั้งสองชี้ขาดข้อเท็จจริงต้องกันมาแล้วว่า โจทก์แสดงไม่ได้ว่าตนมีกรรมสิทธิร่วมในที่ดินที่นางชุ้นทำนิติกรรมขายไปนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม จึงให้ยกฎีกาโจทก์
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน