Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 113057)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนนั้น สามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้สูงสุดเพียง 6 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 113 วรรคหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนไม่อาจควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อไปได้ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องมาขอปล่อยผู้ต้องหาด้วยการนำโฉนดที่ดินมาให้จำเลยยึดถือไว้อีก จำเลยจึงต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสี่ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 7 สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนโฉนดที่ดิน ให้แก่โจทก์ทั้งหก และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเงิน 150,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปเป็นรายเดือน เดือนละ 75,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะคืนหลักประกันแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง จำเลยที่ 5 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 7 ชำระเงินจำนวน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 681,165 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ที่ 7 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 5 จำนวน 6,681,165 บาท และให้โจทก์ที่ 7 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 6,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 5 โจทก์ที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันคืนหลักประกันคือโฉนดที่ดิน ให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 คำขออื่นของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหลักประกันให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2537 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 7 นำที่ดินโฉนดดังกล่าวไปประกันตัวผู้ต้องหารวม 6 คน คือ นายเสริม นายสุริยา นายวิรัตน์ นายสมพร นายอนันต์ และนายเทร์ ในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานสอบสวนทำเรื่องประกันเสนอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติให้ประกันไปและได้รับต้นฉบับโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักประกัน พนักงานสอบสวนกำหนดวันเวลานัดให้โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหกตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 รวม 6 ครั้ง

โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหกให้พนักงานสอบสวนตามนัดทุกครั้ง แต่พนักงานสอบสวนก็ยังสอบสวนไม่เสร็จ ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ซึ่งพ้นกำหนดที่จะฝากขังได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหาทั้งหก และแจ้งให้โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมด โจทก์ที่ 7 พยายามติดตามส่งตัวผู้ต้องหาจนสามารถส่งฟ้องได้ครบทุกคน แต่เมื่อโจทก์ที่ 7 ขอหลักประกันคือโฉนดที่ดินคืนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับไม่คืนอ้างว่าโจทก์ที่ 7 เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันให้โจทก์ที่ 7 นำเงินค่าปรับมาชำระจำนวน 6,000,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 หรือไม่ และโจทก์ที่ 7 ผิดสัญญาประกันต้องชำระค่าปรับให้จำเลยที่ 5 หรือไม่

เห็นว่า เหตุที่จะต้องมีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวหรือขอประกันตัว ผู้ต้องหาก็เพราะผู้ต้องหาถูกควบคุมโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งหกถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหากระทำความผิดที่มีโทษทางอาญา ซึ่งในระหว่างสอบสวนแม้พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าควบคุมได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา หากให้ทำเช่นนั้นได้ก็จะเป็นการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก ฉะนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 113 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติไว้ชัดเจนว่า การปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนนั้นสามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้สูงสุดเพียงหกเดือนเท่านั้น และในวรรคสองยังบัญญัติย้ำว่า

เมื่อการปล่อยชั่วคราวสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่งแล้วถ้ายังมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้ต่อไปให้ส่งตัวผู้ต้องหามาศาล และให้นำบทบัญญัติมาตรา 87 วรรคสี่ ถึงวรรคเก้า มาใช้บังคับ แสดงว่าการปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวของพนักงานสอบสวนตามที่โจทก์ที่ 7 ทำสัญญาประกันไว้ เมื่อครบหกเดือนแล้วพนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จ การปล่อยชั่วคราวตามสัญญาประกัน เป็นอันสิ้นสุดลง พนักงานสอบสวนคือจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจควบคุมตัวผู้ต้องหาดังกล่าวไว้ได้อีกต่อไป เมื่อไม่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ก็ไม่มีเหตุที่ฝ่ายโจทก์จะต้องมาขอปล่อยผู้ต้องหาดังกล่าวด้วยนำโฉนดที่ดินมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยึดถือไว้อีก ฉะนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะยึดถือโฉนดที่ดินไว้อีกต่อไปเพราะถือว่าการปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนตามสัญญาประกันสิ้นสุดลงตาม

ป.วิ.อ. มาตรา 113 วรรคสอง ไปแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ที่ว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาสิ้นสุดลงนับแต่พ้นกำหนดเวลา 6 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 113 และสัญญาประกันเป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากการดำเนินคดีอาญา ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีกฎหมายสนับสนุน เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งเจ็ดปรากฏว่าโจทก์ที่ 7 ส่งตัว ผู้ต้องหาทั้งหกตามกำหนดนัดที่พนักงานสอบสวนระบุไว้ในด้านหลังของสัญญาประกันทุกครั้ง ดังนี้โจทก์ที่ 7 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าปรับให้จำเลยที่ 5 ยิ่งกว่านั้นแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องหาแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าสัญญาประกันสิ้นสุดลงแล้ว

โจทก์ที่ 7 ก็ยังช่วยอนุเคราะห์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนด้วยการยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งหกมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จนสามารถส่งฟ้องได้ครบทุกคน แทนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะรีบคืนโฉนดที่ดินให้ จำเลยที่ 5 กลับดำเนินคดีฟ้องเรียกค่าปรับจากโจทก์ที่ 7 อ้างว่าฝ่ายโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันเสียอีก การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชิต คำแฝง · สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ · นันทชัย เพียรสนอง
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ศาลอุทธรณ์ - นายวิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5778/2562

ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 94 บัญญัติแต่เพียงว่า บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7621/2561

ส. ผู้ที่นำที่ดินมาขายให้แก่จำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิซื้อที่ดินคืนจากธนาคาร อ. ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของโจทก์และเจ้าของรวม แต่ ส. ใช้สิทธิซื้อที่ดินจากธนาคาร อ. โดยการปลอมลายมือชื่อโจทก์และเจ้าของร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13204/2558

จำเลยเป็นสถาบันการเงินประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัท ค. ผู้รับจ้างไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการปฏิบัติงานและผลงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโครงการ บ. ที่ทำไว้กับโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12429/2558

ค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายที่จำเลยค้างจ่ายแก่โจทก์เป็นเพียงหนี้ที่นายจ้างจะต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ไม่ใช่ทรัพย์สินของลูกจ้างที่นายจ้างครองอยู่ ทั้งค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายกับข้ออ้างเรื่องความเสียหายจากการที่โจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10438/2558

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 ได้ให้นิยามเจ้าหนี้มีประกันว่า เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้