Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 113181)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ราษฎรเข้าอยู่ในเขตทางหลวงแผ่นดินที่เกิดเหตุเป็นเพราะทางราชการและหน่วยงานของรัฐเป็น ฝ่ายจัดพื้นที่ให้เพื่อบรรเทาผลร้ายจากการสร้างเขื่อนบางลาง เป็นเหตุให้ราษฎรในพื้นที่เดิมประสบภัยน้ำท่วมจน ไม่อาจอยู่อาศัยในถิ่นที่อยู่เดิมได้ การเข้าอยู่ในที่ดินบริเวณพื้นที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 นาย น. นาย ถ. และนาง พ. จึงเป็นการได้รับสิทธิตามที่ทางราชการและหน่วยงานของรัฐดังกล่าวจัดสรรที่ดินให้ อันเป็นการเชื่อโดยสุจริตในสิทธิที่แต่ละคนได้รับการจัดสรรที่ดิน และได้อยู่อาศัยกันตลอดมาจนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้ในปี 2539 ซึ่งถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าอยู่โดยมีเจตนาฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. ทางหลวงฯ ดังนี้ แม้การเข้าอยู่จะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ทางหลวงฯ เพราะมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย แต่เมื่อมิได้เป็นการกระทำโดยเจตนาฝ่าฝืนต่อกฎหมายมาแต่ต้น ก็หามีความผิดอันจะต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. ทางหลวงฯ ไม่ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิจากนาย น. และนาย ถ. กับจำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิจากนาง พ. และได้เข้าทำการยึดถือก่อสร้าง อาคารพาณิชย์และบ้านพักอาศัยในที่เกิดเหตุ แม้เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางยะลาได้ห้ามปราม แต่จำเลยทั้งสอง ไม่เชื่อฟัง ก็เป็นเรื่องที่ทางราชการกรมทางหลวงจะต้องดำเนินคดีในทางแพ่งแก่จำเลยทั้งสองให้รื้อถอนออกไปเท่านั้น จะนำเหตุที่จำเลยทั้งสองซึ่งเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิมาแต่ต้นจึงไม่เชื่อฟังมาเป็นความผิดทางอาญาได้ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 47 พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 71 ป.อ. มาตรา 59

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 47, 71

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง, 71 จำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 4 คูหา และจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารบ้านพัก ภายในเขตทางหลวง โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย แต่พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทางราชการจังหวัดยะลา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ประชุมหารือกันและกำหนดให้ราษฎรในท้องที่บ้านโตเก่า อำเภอธารโต ซึ่งประสบความเดือดร้อนเพราะน้ำท่วมเนื่องจากการสร้างเขื่อนบางลางเมื่อปี 2522 มาอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ตลอดมา โดยจำเลยที่ 1 ได้สิทธิที่ดิน 2 คูหา ปลูกบ้าน และต่อมาปี 2535 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อสิทธิที่ดินข้างเคียงอีก 4 คูหาจากนายเนื่องและนายถนอม

ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับโอนสิทธิที่ดิน 2 คูหา จากนางเพิ่ม ตั้งแต่ปี 2533 โดยที่ดินดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนบางลาง จึงได้สิทธิในที่ดินในพื้นที่เกิดเหตุนี้ ครั้นปี 2539 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงรื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมของนายเนื่อง นายถนอมและนางเพิ่มเพื่อทำการปลูกสร้างอาคารและปลูกบ้านใหม่ ระหว่างดำเนินการก่อสร้างก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่แขวงการทางยะลาสั่งห้ามก่อสร้างและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน 4 คูหา ดังกล่าวออกไป โดยอ้างเหตุเป็นพื้นที่เขตทางหลวง คดีมีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยมีเจตนาฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 47 และ 71 ซึ่งเป็นความผิดและต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่

เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในการที่ราษฎรเข้าอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเพราะทางราชการและหน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายจัดพื้นที่ให้เพื่อบรรเทาผลร้ายจากการสร้างเขื่อนบางลาง เป็นเหตุให้ราษฎรในพื้นที่เดิมประสบภัยน้ำท่วมจนไม่อาจอยู่อาศัยในถิ่นที่อยู่เดิมได้ การเข้าอยู่ในที่ดินบริเวณพื้นที่เกิดเหตุคดีนี้ของจำเลยที่ 1 นายเนื่อง นายถนอมและนางเพิ่มจึงเป็นการได้รับสิทธิตามที่ทางราชการและหน่วยงานของรัฐดังกล่าวจัดสรรที่ดินให้ อันเป็นการเชื่อโดยสุจริตในสิทธิที่แต่ละคนได้รับการจัดสรรที่ดิน และได้อยู่อาศัยกันตลอดมาจนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้ในปี 2539 ดังนี้ แม้การเข้าอยู่จะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 เพราะมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย แต่เมื่อมิได้เป็นการกระทำโดยเจตนาฝ่าฝืนต่อกฎหมายมาแต่ต้น

ก็หามีความผิดอันจะต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 ไม่ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิจากนายเนื่องและนายถนอม กับจำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิจากนางเพิ่ม และได้เข้าทำการยึดถือก่อสร้างอาคารพาณิชย์และบ้านพักอาศัย เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางยะลาได้ห้ามปราม แต่จำเลยทั้งสองไม่เชื่อฟังก็เป็นเรื่องที่ทางราชการกรมทางหลวงจะต้องดำเนินคดีในทางแพ่งแก่จำเลยทั้งสองให้รื้อถอนออกไปเท่านั้น จะนำเหตุที่จำเลยทั้งสองซึ่งเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิมาแต่ต้นจึงไม่เชื่อฟังมาเป็นความผิดทางอาญาหาได้ไม่ กรณีเป็นเรื่องการขาดการประสานงานระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องในการก่อสร้างเขื่อนบางลาง ในการดำเนินการจัดที่ดินให้แก่ราษฎรที่เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อน และความบกพร่องในการกำหนดพื้นที่เขตทางหลวงและประกาศให้ราษฎรทั่วไปได้ทราบ

ดังจะเห็นได้จากเมื่อเกิดเหตุคดีนี้แล้ว เจ้าหน้าที่แขวงการทางยะลาจึงเพิ่งนำหลักเขตทางหลวงไปปักขึ้นใหม่ กรณีจึงเป็นเรื่องในทางแพ่งเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดต้องรับโทษทางอาญาอีกด้วย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย จุลนิติ์ · มานะ ศุภวิริยกุล · ชาลี ทัพภวิมล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดยะลา - นายกอบเดช วรสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6876/2568

แม้จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 61 มาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่การจะรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่นั้น จำเลยจะต้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4366/2566

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังพิพาท โดยจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารและไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบอง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2563

การที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้อาวุธปืนยิงกราดไปที่บริเวณบ้านทั้งจุดที่ผู้เสียหายทั้งสามยืนและนั่งอยู่ในครั้งแรกจนถึงจุดที่หลบซ่อนอยู่ภายในตัวบ้าน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2563

การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นโดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์จาก 3,000,000 บาท ลงเหลือ 300,000 บาท มิใช่เป็นการแก้ไขประเด็นในอุทธรณ์ ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ การขอแก้ไขเพิ่มเติม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้