Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1134/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ภารจำยอมนั้นอาจเกิดจากการยินยอมให้ใช้ทางในเบื้องต้นก่อนครั้นเมื่อได้เริ่มใช้ทางตามที่ตกลงกันนั้นแล้ว หากผู้ใช้ใช้โดยอาการที่ถือสิทธิเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตลอดมา ผู้ใช้ทางอาจได้ภารจำยอมมาโดยอายุความได้ บิดาโจทก์ได้ใช้ทางเดินบนที่ดินของจำเลยโดยอาการที่ถือว่าตนมีสิทธิจะใช้ และได้ย้ายทางเดินดังกล่าวจากส่วนหนึ่งไปยังส่วนอื่นถึงสองครั้ง เนื่องจากจำเลยปลูกบ้านทับทางเดิม การย้ายทางของบิดาโจทก์จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยเองตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1392 เมื่อคดีปรากฏว่าบิดาโจทก์เข้าใช้สิทธิผ่านที่ดินของจำเลยติดต่อกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 ถึง พ.ศ.2504 จึงได้เปลี่ยนไปใช้ทางพิพาทตลอดมาจนบิดาโจทก์ตายเมื่อ พ.ศ.2509 แล้ว โจทก์ก็ได้ใช้ทางพิพาทตลอดมารวมเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่ดินของจำเลยย่อมตกอยู่ในภารจำยอม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นางบุบผา นางจันทะ และจำเลย เป็นบุตรของนายบุญนางลา เมื่อนายบุญ นางลา ตาย มีมรดกที่ดินตกได้แก่บุตรหนึ่งแปลง ต่อมาบุตรทั้งสามได้แบ่งกันเป็นส่วนสัด เมื่อแบ่งกันแล้วนายบด นางบุบผาบิดามารดาโจทก์กับโจทก์ได้ร่วมกันถืออำนาจโดยทางปรปักษ์ใช้ที่ดินส่วนของจำเลยเป็นทางเดิน ทางเกวียนทางรถยนต์ โดยสงบโดยเปิดเผยโดยเจตนายึดถือเป็นทางเดินติดต่อสืบเนื่องกันมาประมาณ ๒๐ ปีแล้วถือได้ว่าเป็นทางภารจำยอม ก่อนนายบดตายนายบดได้แบ่งที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์และเด็กหญิงสมพิศ โจทก์และเด็กหญิงสมพิศได้ใช้ทางพิพาทตลอดมาจนบัดนี้ ต่อมาจำเลยปลูกสร้างและล้อมรั้วรุกทางพิพาทขอให้ศาลพิพากษาว่าทางเดินตามรูปแผนที่ท้ายฟ้องเป็นทางภารจำยอม

จำเลยให้การว่า เมื่อตกลงแบ่งแยกที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว นายบดได้ขอทางเดินกว้าง ๑ เมตร ผ่านที่ดินของจำเลย แต่นายบดมิได้ใช้ทางเป็นเวลา ๑๑ ปีเศษแล้ว ภารจำยอม (ถ้ามี) ก็สิ้นไปแล้วเมื่อนายบดบิดาโจทก์ตายโจทก์เข้าไปอยู่ในบ้านแทนบิดามารดาโจทก์คงใช้ทางเดิน ๑ เมตร ตลอดมาจนกระทั่งจำเลยปลูกครัวและทำรั้วล้อมครัว โจทก์มิได้ทักท้วง โจทก์เคยขออนุญาตจำเลยถมทางเดินด้วยหิน จำเลยมิได้ปล่อยให้บิดาโจทก์และตัวโจทก์เดินในที่ดินส่วนอื่นของจำเลยฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางพิพาทโดยวัดจากหลักหินแนวเขตหมาย ก.ข. ตามแผ่นที่ที่เจ้าพนักงานศาลทำ เข้ามาในที่ดินของจำเลยกว้าง ๑ เมตร ๕๐ เซนติเมตร ให้จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมให้จำเลยรื้อรั้วออกจากทางพิพาท โจทก์จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินส่วนบิดามารดาโจทก์ไม่อาจเข้าออกถนนสุขเกษมได้นางจันทะและจำเลยจึงได้ตกลงยินยอมให้บิดามารดาโจทก์ใช้ที่ดินของตนเป็นทางเข้าออกได้ ในเรื่องภารจำยอมนั้น อาจเกิดจากการยินยอมให้ใช้ทางในเบื้องต้นก่อน ครั้นเมื่อได้เริ่มใช้ทางตามที่ตกลงกันแล้ว หากผู้ใช้ใช้โดยอาการที่ถือสิทธิเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตลอดมา ผู้ใช้ทางก็อาจได้ภารจำยอมมาโดยอายุความได้พฤติการณ์แสดงว่าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๑ หรือ ๒๔๙๒ตลอดมา นายบดบิดาโจทก์ได้ใช้ทางบนที่ดินของจำเลยโดยอาการที่ถือตนว่ามีสิทธิที่จะใช้ มิใช่ใช้โดยอาศัยสิทธิของจำเลยผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์การที่นายบดบิดาโจทก์ย้ายทางที่ใช้เข้าออกบนที่ดินจำเลยจากส่วนหนึ่งไปยังส่วนอื่น

กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๒แม้จะมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าให้นับอายุความภารจำยอมต่อกันได้ก็เห็นได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้นับอายุความในภารจำยอมเช่นในกรณีนี้ติดต่อกัน เพราะการที่นายบดต้องย้ายทางที่ใช้ก็เนื่องจากจำเลยปลูกบ้านทับทางเดิน การย้ายทางของนายบดจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยเองตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๒ ดังกล่าวคดีปรากฏว่าบิดามารดาโจทก์เข้าใช้สิทธิผ่านที่ดินของจำเลยติดต่อกันมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๔ จึงได้เปลี่ยนไปใช้ทางพิพาทตลอดมาจนนายบดตายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ และโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทตลอดมาจนบัดนี้เป็นเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว ที่ดินของจำเลยจึงตกอยู่ในภารจำยอม

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้จำเลยเปิดทางพิพาทโดยวัดจากหลักหินเขตหมาย ก.ข. ตามแผนที่พิพาทเข้ามาในที่ดินของจำเลยกว้าง ๓ เมตรให้จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม ให้จำเลยรื้อรั้วและครัวออกจากทางพิพาท นอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิกรม เมาลานนท์ · สนับ คัมภีรยส · สุธี ชอบธรรม
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสกลนคร - นายสัมฤทธิ์ ทิพย์โกศัย
ศาลอุทธรณ์ - นายสมาน เจนนภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้