Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 มิได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี แต่แบ่งแยกความรับผิดในแต่ละกรณีต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายปกติ ทั้งข้อสัญญายังสอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงนำสืบพยานฝ่ายเดียวคงนำสืบพอให้เห็นว่าข้ออ้างตามคำฟ้องของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อเท็จจริงน่าจะเป็นไปดังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหรือไม่เท่านั้น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารยืนยันว่า ความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ซึ่งเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แม้มิได้ขยายความว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 อย่างไร แต่ไม่ถึงกับเป็นข้อให้ต้องตำหนิหรือไม่เชื่อถือพยานหลักฐานของโจทก์ เมื่อพยานหลักฐานไม่ปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เคยชี้แจงต่อโจทก์หรือบอกเล่าให้บุคคลใดทราบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่อาจคาดหมายได้และมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 รวมไปถึงการที่จำเลยทั้งสองขาดนัดไม่ยื่นคำให้การ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดแก่รถยนต์เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยเฉพาะ พยานหลักฐานของโจทก์พอเห็นว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องเรื่องเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งรับฟังได้ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง แต่หนี้ค่าเสียหายเท่ากับสัญญาเช่าซื้อส่วนที่เหลือตามสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เป็นหนี้หลักที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เสียหายหรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดังเดิม และไม่อาจส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์อีกต่อไปได้ ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นการชดเชยแทนที่ไม่แตกต่างจากหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อพึงต้องปฏิบัติ เมื่อมีการเลิกสัญญาหาใช่ความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 197,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ ในราคา 568,656 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ รวม 72 งวด งวดละ 7,898 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 25 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2557 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม 47 งวด แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 48 ประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2561 โจทก์ติดตามทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 และโจทก์พบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายจนสิ้นเชิงไม่สามารถซ่อมแซมให้ได้ดีดังเดิม

โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และโจทก์ยังมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) และมีผลใช้บังคับแก่คู่สัญญาหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ซึ่งมีข้อความทำนองว่า กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายหรือถูกทำลายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ

ผู้ให้เช่าซื้อจะเรียกให้ผู้เช่าซื้อรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาไม่ได้ แต่หากรถยนต์สูญหายหรือถูกทำลายโดยเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญา เป็นการระบุข้อความทำนองเดียวกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) มิได้มีข้อความที่ขัดแย้งกัน และไม่ได้เป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบจำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายผู้บริโภคแต่อย่างใด นั้น เห็นว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ที่กำหนดว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้... ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ

ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ตามมูลค่าของความเสียหายที่เจ้าของได้รับเนื่องจากเหตุดังกล่าว หรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถามการติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" ข้อสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากได้แบ่งแยกความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังสอดคล้องมิได้ขัดแย้งกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 อันเป็นประกาศที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ และเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ ที่บัญญัติว่า "ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช่ข้อสัญญาที่มีลักษณะ... (4) ให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญา ในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทำลายถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่ค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม

การติดตามรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อค่าทนายความหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร" ดังนี้สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง จึงมีผลใช้บังคับคู่สัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสองขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) และไม่มีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญาแก่โจทก์หรือไม่

เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์สามารถยืนยันได้ว่า อุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้คดีและโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าอุบัติเหตุเพลิงไหม้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งโจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อ โจทก์มีนายปรีชา

ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า ประมาณเดือนเมษายน 2561 ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน โจทก์ติดตามทวงถามจำเลยที่ 1 และพบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงไม่สามารถซ่อมแซมรถยนต์ให้ดีดังเดิมได้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยทั้งสอง นอกจากคำเบิกความของนายปรีชา ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังอ้างอิงหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ ฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระค่าเสียหาย ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เป็นพยานหลักฐานประกอบคำพยานของนายปรีชา เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างมีรายละเอียดกล่าวโทษเหตุแห่งความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับถ้อยคำของนายปรีชา จึงสนับสนุนคำเบิกความของนายปรีชา ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือจริงอยู่ที่ในชั้นพิจารณาและสืบพยานหลักฐานของโจทก์

โจทก์มิได้แจกแจงรายละเอียดของอุบัติเหตุอันเกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อว่าเกิดเพลิงไหม้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้อย่างไรหรือด้วยเหตุผลใด แต่ในเรื่องนี้พอเข้าใจได้ว่าการสืบพยานของโจทก์เป็นการสืบพยานฝ่ายเดียวในคดีที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นให้การ โจทก์คงนำสืบพอให้เห็นว่าข้ออ้างตามคำฟ้องของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีที่โจทก์นำสืบพยานโดยไม่มีพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมาหักล้าง ศาลย่อมใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อเท็จจริงน่าจะเป็นไปดังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาหรือไม่เท่านั้นการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารยืนยันว่า ความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ซึ่งเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แม้มิได้ขยายความว่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 อย่างไร จึงไม่ถึงกับเป็นข้อให้ต้องตำหนิหรือไม่เชื่อถือพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้

เมื่อพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับข้อเท็จจริงในสำนวนความที่ไม่ปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เคยชี้แจงต่อโจทก์หรือบอกเล่าให้บุคคลใดทราบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่อาจคาดหมายได้และมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 รวมไปถึงการที่จำเลยทั้งสองทราบข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีตามที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วไม่ยื่นคำให้การกล่าวแก้คำฟ้องเพื่อปัดความรับผิดตามกระบวนความ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดแก่รถยนต์เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าซื้อโดยเฉพาะ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วนับว่าคำพยานบุคคลกับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างอิงในคดีที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การมีรายละเอียดข้อสำคัญพอให้เห็นว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องเรื่องเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายทั้งรับฟังได้ว่า

รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้เสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงด้วยเหตุรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อตามข้อตกลงในสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ที่ว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้... ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย... แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ

ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" โจทก์ในฐานะคู่สัญญาชอบที่จะอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหาย 197,450 บาท เท่ากับหนี้คงค้างชำระตามสัญญาแก่โจทก์ได้หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องตามที่โจทก์มีคำขอ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไขและรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และจำเลยที่ 2 ได้รับไว้เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ซึ่งถือเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ชั้นต้นไปยังผู้ค้ำประกันภายหลังจากล่วงพ้นกำหนดหกสิบวันนับจากวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด แต่หนี้ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือตามสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เป็นหนี้หลักที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เสียหายหรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิม และไม่อาจส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ได้อีกต่อไป

ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นการชดเชยแทนที่ไม่แตกต่างจากหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่คู่สัญญาฝ่ายผู้เช่าซื้อพึงต้องปฏิบัติเมื่อมีการเลิกสัญญาหาใช่ความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปให้แก่โจทก์ เพราะเป็นดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เลย และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 197,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 197,450 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รังสรรค์ กุลาเลิศ · ประทีป อ่าววิจิตรกุล · ประสาร กีรานนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) - นายอดล ไตรรงค์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)380/2563
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ผบ.102/2562
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้