Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11484/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาร่วมลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์และ ศ. เป็นเรื่อง ศ. ตกลงให้โจทก์มีลิขสิทธิ์ร่วมกับ ศ. ในบทเพลงที่ ศ. มีลิขสิทธิ์อยู่ มิใช่ขายขาดให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวมีลิขสิทธิ์ในบทเพลงดังกล่าว ทั้งโจทก์และ ศ. จึงต่างก็เป็นเจ้าของและเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในบทเพลงอันมีลิขสิทธิ์ร่วมกัน การตกลงให้โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินคดีแก่บุคคลภายนอกเกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทเพลงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับ ศ. จะไปว่ากล่าวกันเองตามสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวไม่อาจนำมาตัดสิทธิ ศ. ไม่ให้ฟ้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์บทเพลงของตนอันเป็นการใช้สิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมาย ศ. จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้หากเห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ละเมิดลิขสิทธิ์ของตน และเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูก ศ. ฟ้องในเหตุอันเดียวกันกับเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้จนศาลมีคำพิพากษาแล้ว ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไป แม้คดีที่ ศ. ฟ้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ตาม เพราะการมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มิได้หมายความเฉพาะการมีคำพิพากษาในคดีซึ่งถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่หมายถึงการมีคำพิพากษาในคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วย คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลดังกล่าวจึงชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 39 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 17, 27, 28, 31, 69, 70, 74 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และสั่งให้จ่ายค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายงานดนตรีกรรมและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเนื้อร้องและทำนองเพลง "โรงแรมใจ" และ "บาร์หัวใจ" ซึ่งนายสนิทเป็นผู้ประพันธ์ โดยโจทก์ได้รับโอนลิขสิทธิ์มาจากการร่วมธุรกิจกับนายศักดิ์ชัย โดยนายศักดิ์ชัยได้รับโอนลิขสิทธิ์มาจากทายาทของนายสนิท ซึ่งเป็นการโอนเด็ดขาดตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตเทปบันทึกเสียงและวิดีโอ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 โจทก์พบวีซีดีเพลงคาราโอเกะ ซึ่งมีเพลง

"โรงแรมใจ" และ "บาร์หัวใจ" บันทึกอยู่ด้วย วางจำหน่ายที่ร้านเอสบีวาย ด้านหลังกล่องบรรจุวีซีดีดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 3 ให้ผลิตออกจำหน่าย จึงซื้อวีซีดีดังกล่าวแล้วตรวจสอบข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาทราบว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 3 นำเพลงทั้งสองเพลงไปจัดทำสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุทุกประเภทเพื่อการค้าได้ และจำเลยที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ผลิตเป็นวีซีดีออกขาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ว่าร่วมกันละเมิดต่อลิขสิทธิ์บทเพลงทั้งสองเพลง หลังไต่สวนมูลฟ้องข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลว่า ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 นายศักดิ์ชัยเคยฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วยข้อกล่าวหาละเมิดลิขสิทธิ์บทเพลง

"โรงแรมใจ" และ "บาร์หัวใจ" ซึ่งเป็นเหตุเดียวกันนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2352/2551 หมายเลขแดงที่ 5743/2551 ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2551 นายศักดิ์ชัยยื่นอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เนื่องจากมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 4 จึงเป็นอันยุติคงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะกรณีของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้นว่าสิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ระงับแล้วหรือไม่

โจทก์อุทธรณ์สรุปใจความว่า สัญญาร่วมลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์และนายศักดิ์ชัยให้สิทธิโจทก์แต่ผู้เดียวในการจัดหาผลประโยชน์หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์โดยเฉพาะในการดำเนินคดีมีข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญปรากฏใน ข้อ 4 ของสัญญาว่า โจทก์แต่ผู้เดียวมีสิทธิที่จะจัดการด้วยวิธีที่เห็นสมควร นายศักดิ์ชัยไม่มีอำนาจดำเนินการใด ๆ หากไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ การฟ้องคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ของนายศักดิ์ชัยในคดีก่อนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ไม่ตัดสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีนี้และคดีที่นายศักดิ์ชัยฟ้องก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงถือไม่ได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว

เห็นว่า สัญญาร่วมลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์และนายศักดิ์ชัยเป็นเรื่องที่นายศักดิ์ชัยตกลงให้โจทก์มีลิขสิทธิ์ร่วมกับนายศักดิ์ชัยในบทเพลงที่นายศักดิ์ชัยมีลิขสิทธิ์อยู่ ซึ่งมีเพลง "โรงแรมใจ" และ "บาร์หัวใจ" รวมอยู่ด้วย มิใช่ขายขาดให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวมีลิขสิทธิ์ในบทเพลงดังกล่าว ทั้งโจทก์และนายศักดิ์ชัยจึงต่างก็เป็นเจ้าของ และเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในบทเพลงอันมีลิขสิทธิ์ร่วมกัน การตกลงให้โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินคดีแก่บุคคลภายนอกเกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทเพลงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนายศักดิ์ชัยจะไปว่ากล่าวกันเองตามสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวไม่อาจนำมาตัดสิทธินายศักดิ์ชัยไม่ให้ฟ้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์บทเพลงของตนอันเป็นการใช้สิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมาย

นายศักดิ์ชัยจึงชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้หากเห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ละเมิดลิขสิทธิ์ของตนและเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกนายศักดิ์ชัยฟ้องในเหตุอันเดียวกันกับเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้จนศาลมีคำพิพากษาแล้วก็ต้องถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แม้คดีที่นายศักดิ์ชัยฟ้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ตาม

เพราะการมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มิได้หมายความเฉพาะการมีคำพิพากษาในคดีซึ่งถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่หมายถึงการมีคำพิพากษาในคดีของศาลชั้นต้น หรือในคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลียว พลวิเศษ · อร่าม เสนามนตรี · สมควร วิเชียรวรรณ
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายตุล เมฆยงค์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ทก.(อ)135/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2943/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ6802/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2661/2559

แม้เจ้าของลิขสิทธิ์ในคดีนี้กับในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ดังกล่าวไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกัน และงานอันมีลิขสิทธิ์เป็นคนละชิ้นกัน แต่การกระทำของจำเลยคือ การเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5994/2558

จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาก่อนแล้ว เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) แต่โจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9599/2558

ฟ้องโจทก์บรรยายให้เห็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยจำเลยนำเอาของเพลงของผู้เสียหายซึ่งมีผู้ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปทำซ้ำโดยบันทึกลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บรรจุโปรแกรมคาราโอเกะที่เป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9598/2558

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ซึ่งโจทก์อุทธรณ์รับว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกัน มีวันกระทำความผิดและสถานที่เกิดเหต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3129/2555

แม้ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเสียภายในกำหนดสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้