Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1149/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ธุรกิจตามสัญญาการเป็นสมาชิกระบบการค้าแลกเปลี่ยนที่กำหนดเทรดบาทเพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ เป็นการให้สินเชื่อแก่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการในระหว่างสมาชิกด้วยกัน โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารการซื้อขายสินค้าหรือบริการ กำหนดวงเงินการซื้อขายหรือให้บริการ ควบคุมและจัดทำบัญชีการซื้อขายและการบริการระหว่างจำเลยกับกลุ่มสมาชิกของโจทก์ โดยมีหน่วยที่ใช้วัดมูลค่าของสินค้าหรือการบริการที่โจทก์กำหนดขึ้นที่เรียกว่าเทรดบาทมาเป็นตัวกำหนดวงเงินที่จำเลยมีสิทธิซื้อขายสินค้าและการบริการได้ในระหว่างสมาชิก รวมถึงการกำหนดมูลค่าของสินค้าหรือการบริการที่มีการซื้อหรือการให้บริการกัน ตลอดจนค่าตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลย โดยใช้วิธีหักทอนบัญชีสินเชื่อที่กำหนดมูลค่าเป็นเทรดบาทระหว่างจำเลยกับคู่ค้าที่เป็นสมาชิกของโจทก์ โดยไม่มีการชำระด้วยเทรดบาทเป็นเงินสด แต่มีการใช้เงินสดเป็นเงินบาทในการชำระหนี้เมื่อสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่งมียอดซื้อและยอดขายสินค้าหรือบริการที่ไม่สมดุลกันเกินระยะเวลาที่กำหนดทำให้มียอดค้างชำระค่าสินค้าหรือบริการแล้วมีการเลิกสัญญากัน อันเป็นรูปแบบการให้สินเชื่อทางการค้าอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถทำได้ทำนองเดียวกับการให้สินเชื่อของผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และเทรดบาทดังกล่าวไม่ใช่เงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศไทย หรือเงินตราต่างประเทศที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศอื่นใดนอกจากประเทศไทย หรือค่าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามความหมายตามนัยมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของจำเลยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงควบคุม กำกัด หรือห้ามการปฏิบัติกิจการเกี่ยวกับกรณีตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย จึงไม่ถือว่า สัญญาดังกล่าวขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 อันจะทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 217,133.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 201,094.19 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2559) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติเป็นเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2546 จำเลยสมัครเป็นสมาชิกในระบบการค้าแลกเปลี่ยนของโจทก์ตกลงยอมจะปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎระเบียบทางการค้าของโจทก์ โดยจำเลยได้รับสิทธิสามารถสั่งซื้อสินค้าและบริการจากคู่ค้าในกลุ่มสมาชิกได้เท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยได้รับอนุมัติจากโจทก์ คำนวณหน่วยการให้บริการในระบบการค้าแลกเปลี่ยนเป็นเทรดบาท (1 เทรดบาท) มีมูลค่าเท่ากับ 1 เทรดบาท) และจำเลยต้องขายสินค้าหรือบริการของจำเลยให้แก่คู่ค้าในกลุ่มสมาชิกในจำนวนมูลค่าที่เท่ากับจำนวนมูลค่าหรือบริการที่จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าอื่นในกลุ่มสมาชิกโดยคำนวณหน่วยการใช้บริการในระบบสินค้าเป็นเทรดบาทเช่นเดียวกัน

โจทก์มีหน้าที่เป็นผู้เก็บบันทึกข้อมูลในการทำธุรกรรมทางการค้าของสมาชิกและเป็นผู้แนะแนวทางให้สมาชิกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้ปรับดุลบัญชีวงเงินของสมาชิกในแต่ละรายให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่ากับราคาค่าสินค้าหรือบริการในการทำธุรกรรมกันระหว่างสมาชิกในแต่ละครั้ง จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าบริการต่อเนื่องให้แก่โจทก์ เป็นค่าบริการรายเดือน 500 บาท และบัญชีการค้าเดือนละ 500 บาท ค่าบริการธุรกรรมร้อยละ 5 และบริการบัญชีการค้าร้อยละ 1 ในการทำธุรกรรมทุกชนิด ในกรณีที่จำเลยไม่ชำระบัญชีภายใน 20 วัน จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่ปรากฏในรายการแจ้งยอดในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 4 เดือน และจำเลยต้องเป็นผู้ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม

การซื้อขายแลกเปลี่ยนสมาชิกทุกคนจะต้องมีบัตรสมาชิกเพื่อแสดงว่าเป็นสมาชิกของโจทก์และใช้ในการทำธุรกรรม หากสมาชิกรายใดประสงค์จะซื้อสินค้าจากสมาชิกรายอื่นต้องแสดงบัตรสมาชิกก่อน หลังจากนั้นสมาชิกที่จะขายสินค้าจะแจ้งมาทางโจทก์เพื่อตรวจสอบสถานะของสมาชิกที่จะซื้อว่าเป็นสมาชิกของโจทก์หรือไม่และสมาชิกรายนั้นสามารถซื้อสินค้าได้วงเงินเท่าใด เมื่อโจทก์ยืนยันข้อมูลแล้วสมาชิกผู้ขายจึงจะขายสินค้าหรือบริการให้แก่สมาชิกผู้ค้าได้ โจทก์จะเป็นผู้บันทึกข้อมูลการซื้อขายดังกล่าวในระบบคอมพิวเตอร์หลังจากจำเลยสมัครเป็นสมาชิกในระบบการค้าของโจทก์แล้ว จำเลยได้ใช้วงเงินที่โจทก์อนุมัติทำการซื้อขายสินค้าหรือบริการเรื่อยมาจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2552 รายการเดินบัญชีของจำเลยเป็นตัวเลขติดลบ โดยมีเพียงรายการซื้อฝ่ายเดียว

ไม่มีรายการขายสินค้าหรือบริการให้แก่สมาชิกในกลุ่มของโจทก์ จากนั้นโจทก์และจำเลยต่างแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่อกัน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเลิกกัน โดยจำเลยมียอดหนี้ค้างชำระตามรายการเดินบัญชี ในเดือนพฤษภาคม 2554 จำนวน 201,094.19 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมการดำเนินการในอัตราร้อยละ 1 ของมูลค่าการทำธุรกรรม 2,010.94 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 140.77 บาท ค่าธรรมเนียมเงินในธุรกรรมระบบการค้าแลกเปลี่ยนรายเดือน 2,052.87 บาท ค่าธรรมเนียมการดำเนินการในการทำธุรกรรมระบบการค้าแลกเปลี่ยน 11,060.18 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 774.21 บาท ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 และให้ยกคำขอดังกล่าว ในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระนับแต่วันฟ้อง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยไม่มีข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวไว้ในสัญญา โจทก์จึงขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวไม่ได้ คงเรียกได้เพียงดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในเรื่องนี้ และประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาการเป็นสมาชิกระบบการค้าแลกเปลี่ยนที่กำหนดเทรดบาทเพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หรือขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

พ.ศ.2485 อันทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ธุรกิจตามสัญญาการเป็นสมาชิกระบบการค้าแลกเปลี่ยนที่กำหนดเทรดบาทเพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการดังกล่าว เป็นการให้สินเชื่อแก่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการในระหว่างสมาชิกด้วยกัน โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารการซื้อขายสินค้าหรือบริการ กำหนดวงเงินการซื้อขายหรือให้บริการ ควบคุมและจัดทำบัญชีการซื้อขายและการบริการระหว่างจำเลยกับกลุ่มสมาชิกของโจทก์ โดยมีหน่วยที่ใช้วัดมูลค่าของสินค้าหรือการบริการที่โจทก์กำหนดขึ้นที่เรียกว่าเทรดบาทมาเป็นตัวกำหนดวงเงินที่จำเลยมีสิทธิซื้อขายสินค้าและการบริการได้ในระหว่างสมาชิก

รวมถึงการกำหนดมูลค่าของสินค้าหรือการบริการที่มีการซื้อหรือการให้บริการกัน ตลอดจนค่าตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลย โดยใช้วิธีหักทอนบัญชีสินเชื่อที่กำหนดมูลค่าเป็นเทรดบาทระหว่างจำเลยกับคู่ค้าที่เป็นสมาชิกของโจทก์โดยไม่มีการชำระด้วยเทรดบาทเป็นเงินสด แต่มีการใช้เงินสดเป็นเงินบาทในการชำระหนี้เมื่อสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่งมียอดซื้อและยอดขายสินค้าหรือบริการที่ไม่สมดุลกันเกินระยะเวลาที่กำหนดทำให้มียอดค้างชำระค่าสินค้าหรือบริการแล้วมีการเลิกสัญญากัน อันเป็นรูปแบบการให้สินเชื่อทางการค้าอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถทำได้ทำนองเดียวกับการให้สินเชื่อของผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเทรดบาทดังกล่าวไม่ใช่เงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศไทยหรือเงินตราต่างประเทศที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศอื่นใดนอกจากประเทศไทย หรือค่าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตามความหมายตามนัยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

พ.ศ.2485 ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของจำเลยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงควบคุม กำกัด หรือห้ามการปฏิบัติกิจการเกี่ยวกับกรณีตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย จึงไม่ถือว่า สัญญาดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 อันจะทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์ · วัฒนา วิทยกุล · สุรพล เอี่ยมอธิคม
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นางบุษยา รอดยินดี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.237/2562
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้