Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1155/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และศาลทหารตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหารต่างมีฐานะเป็นศาลที่ใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน จึงต่างไม่มีอำนาจเหมือนกัน ศาลต่อศาลจะมีอำนาจเหนือกันได้ก็แต่เฉพาะที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย ฉะนั้น ศาลอาญาจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะมีอำนาจสั่งให้ปล่อยตัวบุคคลที่ศาลทหารในเวลาไม่ปกติได้ออกหมายขังไว้ได้ บุคคลที่ลงชื่อในหมายขังของศาลหาใช่กระทำเป็นส่วนตัวไม่ แต่กระทำในนามของศาลและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ตามกฎหมาย จึงต้องถือว่าศาลนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดการขังนั้นขึ้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 นั้น ให้ศาลหมายเรียกเจ้าพนักงานหรือบุคคลอื่นซึ่งก่อให้เกิดการควบคุม ขับ หรือจำคุก ฯ มาได้เท่านั้น จะขยายความออกไปให้ศาลหมายเรียกศาลด้วยกันมาหาได้ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 90 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 1 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 2 พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 5 พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 6

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องทั้ง ๕๐ คนยื่นคำร้องต่อศาลอาญาว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลพลเรือน ได้ถูกฟ้องต่อศาลทหารในเวลาไม่ปกติ (สังกัดกระทรวงกลาโหม) ฐานกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.๒๔๙๕ และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐโดยอัยการศาลทหารนั้นอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พระราชบัญญัติอัยการศึก และประกาศคณะปฎิวัติฉบับที่ ๑๐ (๒) กับฉบับที่ ๑๕ ศาลทหารในเวลาไม่ปกติจึงได้รับประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องทุกคนไว้ ผู้ร้องถือว่า ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๒ (๒) และฉบับที่ ๑๕ ที่กำหนดให้บรรดาคดีที่มีข้อหาเช่นผู้ร้องนี้ต้องไปอยู่ในอำนาจศาลทหารในเวลาไม่ปกติพิจารณาพิพากษานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เพราะเมื่อประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๐๒ เมื่อ ๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ แล้ว อำนาจคณะปฎิวัติก็หมดสิ้นไป ประกาศคณะปฏิวัติทั้ง ๒ ฉบับนี้จึงตกเป็นโมฆะใช้บังคับต่อมามิได้ ทั้งเป็นประกาศที่ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ศาลทหารในเวลาไม่ปกติจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลพลเรือนต้องหาเช่นนี้และย่อมไม่มีอำนาจออกหมายขังผู้ร้องได้โดยชอบ จึงเป็นการขังที่ผิดกฎหมาย ผู้ร้องอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม โดยเฉพาะ ศาลอาญาย่อมมีอำนาจรับพิจารณาวินิจฉัย จึงขอให้ศาลอาญาพิพากษาปล่อยตัวผู้ร้องทั้งหมดไปทันที ศาลอาญาสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา แต่เห็นว่าไม่จำต้องมีการไต่สวนก็พอวินิจฉัยได้แล้วมีคำสั่งให้ยกร้องของบรรดาผู้ร้องเสีย

คำพิพากษาศาลล่าง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในผล

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ในการที่จะวินิจฉัยสั่งควรให้เป็นไปตามคำร้องของผู้ร้องได้หรือไม่นั้นสำคัญอยู่ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๙๐ คือจะต้องพิจารณาว่ามาตรานี้จะนำมาใช้บังคับในกรณีที่ศาลหนึ่งออกหมายขังไว้ แต่จะขอให้อีกศาลหนึ่งสั่งปล่อยผู้ที่ถูกขังอยู่ตามหมายนั้นได้หรือไม่ ก่อนอื่นศาลฎีกาเห็นว่า ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ แม้จะสังกัดอยู่ในกระทรวงกลาโหม ก็มีฐานะเป็นตามที่ใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญทำการพิจารณาพิพากษาคดีของรัฐเช่นเดียวกับศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องดำเนินไปตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน ศาลอาญาจึงไม่มีอำนาจเหนือศาลทหารใด ๆ ซึ่งเป็นศาลตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารไปได้

ศาลต่อศาลจะมีอำนาจเหนือกันก็แต่เฉพาะที่มีบทบัญญัติไว้ในธรรมนูญศาลหรือกฎหมายใดโดยแจ้งชัด พิจารณาโดยนัยนี้ก็ย่อมเห็นอยู่ว่า ศาลอาญาไม่อยู่ในฐานะที่จะมีอำนาจสั่งให้ปล่อยตัวผู้ร้องได้ พิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ ต่อไป ก็เห็นชัดว่าไม่มีความหมายที่จะให้ศาลหนึ่งสั่งปล่อยบุคคลที่อีกศาลหนึ่งออกหมายขังไว้ได้ด้วยเลย จะเห็นได้จากความที่บัญญัติในวรรคท้ายว่า "เมื่อได้รับคำสั่งดังนั้น ให้ศาลหมายเรียกเจ้าพนักงานหรือบุคคลอื่นซึ่งก่อให้เกิดการควบคุม ขังหรือจำคุก และผู้ที่ถูกควบคุม ขัง หรือจำคุกมาพร้อมกัน ถ้าเป็นที่พอใจ ศาลว่าการควบคุมหรือการขังนั้นผิดกฎหมาย หรือการจำคุกนั้นผิดจากคำพิพากษา ก็ให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้นั้นไป

" ซึ่งไม่มีทางเข้าใจไปได้เลยว่าให้ศาลที่ได้รับคำร้องหมายเรียกศาลอีกศาลหนึ่งที่ก่อให้เกิดการขังมาได้ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กฎหมายให้ศาลหมายเรียกผู้ที่ก่อให้เกิดการควบคุม ขัง หรือ จำคุกมาเพื่อพิจารณาคำร้องขอให้สั่งปล่อยได้เฉพาะบุคคลซึ่งอาจจะเป็นเจ้าพนักงานหรือมิใช่เจ้าพนักงานก็ได้เท่านั้น จะขยายความออกไปให้ศาลหมายเรียกด้วยกันมาหาได้ไม่ จริงอยู่ตามคำร้องของผู้ร้องระบุมาว่า ผู้ร้องคนใดถูกขับอยู่โดยหมายขังของนายทหารคนใด ในคดีหมายเลขดำเท่านั้นเท่านี้ และขอให้ศาลหมายเรียกนายทหารที่ระบุนามเป็นเจ้าของหมายเหล่านั้น มาทำการไต่สวน ซึ่งก็คงจะให้ถือว่านายทหารเจ้าของหมายเหล่านั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดการขังโดยผิดกฎหมายนั่นเอง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า

หมายขังนั้น ๆ จะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเป็นของศาลทหารที่ประทับรับฟ้องคดีที่ผู้ร้องเป็นจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา บุคคลผู้ที่ลงชื่อในหมายหาใช่กระทำเป็นส่วนตนเองไม่ แต่กระทำในนามของศาลและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ตามกฎหมาย จึงต้องถือว่าศาลนั้นต่างหากที่ก่อให้เกิดการขังผู้ร้องไว้ หาใช่บุคคลผู้ที่ลงชื่อในหมายเป็นผู้ก่อให้เกิดการขังผู้ร้องไม่ บุคคลผู้ลงชื่อในหมายขังจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องถูกศาลหมายเรียกตัวมาตามความในมาตรา ๙๐ วรรคท้ายนั้นเลย เป็นอันไม่มีทางออกอีกที่จะนำมาตรา ๙๐ มาใช้บังคับแก่กรณีเช่นนี้ได้ คำร้องของผู้ร้องที่อาศัยมาตรา ๙๐ นั้น เป็นมูลฐานจึงต้องตกไปทันที โดยมิพักต้องพิจารณาข้ออ้างอิงใด

ๆ ของผู้ร้องที่ว่าศาลทหารในเวลาไม่ปกติไม่มีอำนาจเหนือคดีของผู้ร้องก็ดี หรือว่าศาลนั้นไม่มีอำนาจขังผู้ร้องได้โดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี เพราะนอกจากไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาไปถึงด้วยดุจกล่าวไว้ข้างต้นแล้ว เป็นข้อที่ศาลทหารในเวลาไม่ปกติที่ประทับรับฟ้องคดีที่ผู้ร้องเป็นจำเลยไว้เท่านั้น ที่จะพิจารณาวินิจฉัยตามกระบวนความ และตามอำนาจแห่งธรรมนูญศาลโดยเฉพาะ หามีบทกฎหมายใดอันชอบที่จะนำมาสนับสนุนคดีให้ผันแปรไปจากที่กล่าวไว้นี้ได้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ยกฎีกาผู้ร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
การุณย์นราทร · สารกิจปรีชา · ห้วน ประชาบาล
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายสุธรรม วรรณแสง
ศาลอุทธรณ์ - นายเปลี่ยน เริ่มก่อสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7237/2558

ผู้ร้องอ้างตามคำร้องว่า ช. หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกควบคุมตัว พ. ไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อไต่สวนพยานผู้ร้องเสร็จสิ้นแล้วศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและพยานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6252/2556

ในชั้นขอปล่อยบุคคลซึ่งถูกคุมขังโดยมิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 โจทก์ก็ถือเป็นคู่ความในคดี แม้จะไม่เคยเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่เป็นเพราะศาลชั้นต้นมิได้มีหมายแจ้งให้โจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19016/2555

จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยจะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปไม่ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2555

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 90 (5) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกคุมขัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14293/2553

คำร้องของจำเลยที่อ้างว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบถึงสาระสำคัญคลาดเคลื่อน จึงออกคำพิพากษาที่มิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นกรณีที่จำเลยโต้แย้งว่าค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้