Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ได้เช่าตึกพิพาทจาก ส. แต่เข้าครอบครองตึกชั้นล่างไม่ได้เพราะจำเลยครอบครองอยู่ จึงได้มีการฟ้องคดีกันระหว่างโจทก์จำเลยหลายคดี ในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์ยอมให้จำเลยอาศัยอยู่ในตึกพิพาทชั้นล่าง จนสิ้นเดือนมีนาคม 2519 แต่ยังไม่ครบกำหนด โจทก์ก็มาฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลหมายเรียก ส.เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมด้วย เช่นนี้ จำเลยอยู่ในตึกพิพาทโดยอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยมิได้รบกวนขัดขวางสิทธิโจทก์และไม่ได้โต้แย้งสิทธิของ ส. เมื่อโจทก์ให้จำเลยอาศัยเอง และหากศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องหรือถูก ส. ฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ทดแทน และไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี กรณีจึงไม่ชอบที่จะหมายเรียก ส. เข้ามาในคดีตามมาตรา 549 ประกอบด้วยมาตรา 477 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามาตรา 57(3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลจึงบังคับให้ขับไล่จำเลยตามคำขอของ ส. ไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและขอให้เรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่าตึก ๒ ชั้นจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อทำสัญญาแล้วโจทก์ครอบครองตึกที่เช่าได้เฉพาะชั้นบน ส่วนชั้นล่างจำเลยครอบครองอยู่เดิมและขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าครอบครอง จำเลยขออนุญาตอยู่ต่อแต่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ยินยอม โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจำเลยขัดขืน เป็นเหตุให้โจทก์ขาดประโยชน์มิได้ทำการค้าในตึกชั้นล่าง ได้รับความเสียหายหายไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอ้างว่าเป็นเจ้าของตึกพิพาทและมิได้อนุญาตให้จำเลยอยู่ในตึกแถวดังกล่าว ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไป จำเลยให้การและคัดค้านการเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมของสำนักงานทรัพย์สินฯ ว่าจำเลยเช่าช่วงชั้นล่างตึกพิพาทจากผู้เช่าเดิม จำเลยมีเจตนารับโอนการเช่าต่อ แต่โจทก์ชิงรับโอนการเช่าไปเสียก่อน โจทก์กับจำเลยจึงเกิดพิพาทเกี่ยวกับการครอบครองตึกพิพาทรวม ๓ คดีด้วยกัน ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลได้ไกล่เกลี่ย โจทก์กับจำเลยจึงได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่ายอมระงับคดีทั้ง ๓ คดี โดยโจทก์ยอมให้จำเลยอยู่ชั้นล่างของตึกพิพาทจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๑๙ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะข้อพิพาทระงบไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ

จำเลยไม่ได้รอนสิทธิใด ๆ ของโจทก์ ไม่ได้ทำให้สำนักงานทรัพย์สิน ฯ เสียหาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้าเป็นโจทก์ร่วม ไม่เข้าเกณฑ์มาตรา ๕๗(๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์หาทางบิดพลิ้วข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลยจึงฟ้องคดีนี้และเรียกสำนักงานทรัพย์สิน ฯ เข้าเป็นโจทก์ร่วม เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ชั้นพิจารณา โจทก์แถลงรับว่าเคยทำสัญญาประนีนอมยอมความกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๑๖ ของศาลจังหวัดนครปฐม และเคยพิพาทกับจำเลยในกรณีเดียวกันมานี้แล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๓๑/๒๕๑๕ ของศาลเดียวกัน

ศาลชั้นต้นเห็นว่ารูปคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีนี้ เพราะได้ตกลงระงับข้อพิพาทกับจำเลยไปแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๑๖ และฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องแย้งของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๓๑/๒๔๑๔ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ส่วนโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของตึกพิพาท มิได้อนุญาตให้จำเลยอยู่ในตึกพิพาทย่อมมีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขับไล่จำเลยกับบริวารตามคำขอของโจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การที่โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมเพื่อบังคับขับไล่จำเลยออกไปเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต พิพากษาแก้ว่า ให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เรียกสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและบังคับขับไล่จำเลยตามคำขอของสำนักงานทรัพย์สิน ฯ นั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมแต่ผู้เดียวฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าคดีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่า ชอบที่ศาลจะหมายเรียกสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามคำขอของโจทก์และบังคับขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทได้หรือไม่ คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นเจ้าของตึกพิพาทเดิมให้นายเอี่ยม ประจักษ์ทรัพย์ เป็นผู้เช่า จำเลยได้เช่าตึกชั้นล่างจากภรรยานายเอี่ยมต่อมาโจทก์ได้รับโอนสิทธิการเช่าตึกนี้จากนายเอี่ยมและได้ทำสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินฯ แล้ว แต่เข้าครอบครองตึกชั้นล่างไม่ได้ เพราะจำเลยเข้าครอบครองอยู่ ได้มีการฟ้องกันทั้งคดีแพ่งและคดีอาญายังศาลจังหวัดนครปฐม ในที่สุดโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยอมให้จำเลยอาศัยอยู่ในชั้นล่างของตึกพิพาทไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๑๙ ปรากฏตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๔๖/๒๕๑๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๖ ต่อมาวันที่ ๓๑ตุลาคม ๒๕๑๖ โจทก์ก็มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และขอให้ศาลหมายเรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยอยู่ในตึกพิพาทชั้นล่างโดยอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้กับโจทก์ จำเลยไม่ได้ก่อการรบกวนขัดสิทธิของโจทก์และไม่ได้โต้แย้งสิทธิของสำนักงานทรัพย์สินฯ เมื่อโจทก์ให้จำเลยอาศัยเอง และหากศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีโจทก์ย่อไม่อาจฟ้องหรือถูกสำนักงานทรัพย์สินฯ ฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน และไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี กรณีจึงไม่ชอบที่จะหมายเรียก สำนักงานทรัพย์สินฯ เข้ามาในคดีตามมาตรา ๕๔๙ ประกอบด้วยมาตรา ๔๗๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามมาตรา ๕๗(๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลจึงบังคับให้ขับไล่จำเลยตามคำขอของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธี ชอบธรรม · สนับ คัมภีรยส · สนับ คัมภีรยส
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครปฐม - นายเอก ณ นคร
ศาลอุทธรณ์ - นายกาญจน์ กันยะพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4472/2562

การที่โจทก์ร่วมเอาที่ดินและอาคารพิพาทออกให้โจทก์เช่าเพื่อพัฒนานั้น โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จและผลประโยชน์จากสัญญาที่ตกลงกันไว้และต่างมีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาต่อกัน การที่โจทก์ร่วมไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2994/2554

โจทก์ทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังกับโจทก์ร่วมโดยให้โจทก์มีสิทธิเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 30 ปี แต่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ราชพัสดุพิพาทไม่ได้เพราะมีบ้านจำเลยปลูกอยู่ ทำให้โจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8705/2547

แม้โจทก์กับจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ร่วมเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทไม่ได้ เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ร่วมและสัญญาเช่าได้สิ้นสุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 779/2533

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินและอาคารพิพาทจากผู้ให้เช่าเพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย จำเลยและบริวารได้เข้าไปใช้ประโยชน์และอยู่อาศัยในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์แจ้งให้ออกไปแล้วจำเลยไม่ยอมออก ซึ่งแป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1717/2500

จำเลยได้ครอบครองห้องพิพาทอยู่ก่อนที่โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าจากเจ้าของเดิม เมื่อจำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าครอบครองกรณีต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477,549 ซึ่งถ้าโจทก์ไม่ขอให้ศาลเรียกเจ้าของเดิมเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้