Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1157/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ที่บัญญัติให้ลงโทษปรับ 4 เท่าของราคาของรวมค่าอากรนั้น เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ดังนั้นการปรับจำเลยเรียงตัว คนละ 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยกันย่อมเป็น การปรับจำเลยสำหรับความผิดครั้งหนึ่งเกินกว่า 4 เท่า ขัดต่อ บทกฎหมายดังกล่าว และในมาตรา 120 ก็บัญญัติไว้เป็นพิเศษ ว่าเมื่อบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ แตกต่างกับกฎหมายอื่น ให้ยกเอาพระราชบัญญัตินี้ขึ้นบังคับ กรณีจึงไม่อาจนำความ ในมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 17 ป.อ. มาตรา 31 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 120

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 48, 73, 74,74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 33 ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48,73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 4 และที่ 5 อายุไม่เกิน 17 ปี

ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว ฐานทำไม้เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5คนละ 6 เดือน ฐานแปรรูปไม้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 เดือน ฐานมีไม้แปรรูปจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4และที่ 5 คนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันซื้อรับไว้ซึ่งของต้องห้ามอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรให้ปรับจำเลยทั้งห้ารวมกันเป็นเงิน 102,934 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี 8 เดือน

จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5คนละ 10 เดือน และปรับจำเลยทั้งห้ารวมกันเป็นเงิน 102,934 บาทจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3คนละ 10 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 5 เดือนและปรับจำเลยทั้งห้ารวมกันเป็นเงิน 51,467 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับโจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรว่าศาลจะต้องปรับจำเลยเรียงตัวคนละ 4 เท่าของราคาของรวมค่าอากรศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกาประเด็นแรกว่า

ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 27 ทวิ ที่บัญญัติให้ลงโทษปรับ 4 เท่า ของราคาของรวมค่าอากรนั้น ศาลจะต้องแยกปรับจำเลยรายตัวหรือรวมปรับ เห็นว่า มาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ดังนั้น แม้ความในมาตรา 27 ทวิ จะมิได้บัญญัติข้อความเจาะจงลงไปว่าความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ด้วยก็ตาม ความหมายในเรื่องโทษก็ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ นั่นเอง ฉะนั้นถ้าศาลจะปรับจำเลยเรียงตัวคนละ 4 เท่า ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วก็จะเป็นการปรับจำเลยสำหรับความผิดครั้งหนึ่งเกินกว่า 4 เท่าไปขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว และในมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรมีบัญญัติไว้เป็นพิเศษแล้วว่าเมื่อบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับกฎหมายอื่น ให้ยกเอาบทพระราชบัญญัตินี้ขึ้นบังคับกรณีนี้จึงไม่อาจนำความในมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับได้ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่โจทก์อ้างมา

ส่วนที่โจทก์ฎีกาเป็นประเด็นที่สองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับจำเลยต่ำกว่าบทกฎหมายตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 ทวิ เพราะจำนวน 4 เท่าของราคาของรวมค่าอากรนั้นคือ 4 เท่าของ (13,910+11,823.50บาท) เท่ากับ 4 เท่าของ 35,723.50 บาท (ที่ถูก 25,733.50 บาท)ต้องเป็นเงินค่าปรับ 142,934.00 บาท มิใช่ 102,934 บาทดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้นเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในชั้นอุทธรณ์ แต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา เป็นการเถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ วงศ์ยืน · สุชาติ ถาวรวงษ์ · ระพิณ บุญสิทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5048/2545

ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 401/2509

พระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 บัญญัติเรื่องโทษไว้ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงิน 4 เท่าราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว และมาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติต่อท้าย และเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2506

กรณีที่พระราชบัญญัติศุลกากรบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยนั้น ถ้าศาลพิพากษาปรับจำเลยแต่ละคนคนละสี่เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากรด้วย ก็ย่อม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2920/2554

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยโดยมิได้กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับเมื่อ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการบังคับค่าปรับไว้จึงต้องนำ ป.อ. มาตรา 29, 30 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปเกี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2550

พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 20 และมาตรา 120 มิได้มีข้อความตอนใดที่ระบุเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบ หรือระบุว่าหน้าที่นำสืบตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลย ฉะนั้นเรื่องหน้าที่นำสืบและการวินิจฉัยพยานหลักฐานย่อมเป็นไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้