Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1161/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยจับแขนผู้เสียหายพูดว่า มาทางนี้เดี๋ยว เอาเงินมา ผู้เสียหายตอบว่าไม่มี จำเลยก็ชักอาวุธมีดคัทเตอร์มาจี้ผู้เสียหายผู้เสียหายสลัดหลุดวิ่งไปหา ส. จำเลยก็ตามไปพร้อมกับพูดว่า จะหนีไปไหน ผู้เสียหายกลัวจึงบอก ส. ให้มอบเงินแก่จำเลยไป แสดงว่าจำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย ด้วยการทำร้ายร่างกาย และให้ผู้เสียหายส่งเงินให้จำเลยในขณะนั้น การกระทำ ของจำเลย จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ไม่ใช่กรรโชก เนื่องจากมิใช่เป็นการขู่ ว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและให้ส่งเงินแก่จำเลยในภายหลัง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 371และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 50 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 335(1)(7), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธมีดไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 50 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคสอง(2) กระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง ปรับ 100 บาท รวมสองกระทงเป็นจำคุก 1 ปี ปรับ 5,100 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,550 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลชั้นต้นทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า

คืนเกิดเหตุขณะที่นายประดับ ปุรินันท์ ผู้เสียหายและนางสุพิศ ยาสี ภรรยาเดินกลับที่พักมาตามถนนซอยดำรง 3 แขวงบางแคเขตบางแค กรุงเทพมหานคร จำเลยใช้อาวุธมีดคัทเตอร์ขู่เข็ญผู้เสียหายเอาเงินไป50 บาท โดยจำเลยเข้าไปจับแขนผู้เสียหายและพูดว่า "มาทางนี้เดี๋ยว เอาเงินมา"เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่มี จำเลยได้ชักอาวุธมีดคัทเตอร์ออกมาจี้ที่เอวผู้เสียหายด้านขวา ผู้เสียหายสลัดหลุดจากจำเลยวิ่งไปหานางสุพิศซึ่งอยู่ห่างประมาณ 5 เมตร จำเลยเดินตามผู้เสียหายไปพร้อมกับพูดว่า "จะหนีไปไหน ผมอยู่ซอยนี้" ผู้เสียหายกลัวจำเลยจะทำร้ายจึงบอกให้นางสุพิศเอาเงินจำนวนดังกล่าวส่งให้จำเลยไป ได้เงินแล้วจำเลยก็หลบหนีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่

เห็นว่า การที่จำเลยเข้าไปจับแขนผู้เสียหายพูดว่า มาทางนี้เดี๋ยว เอาเงินมา เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่มี จำเลยก็ชักอาวุธมีดคัทเตอร์ออกมาจี้ผู้เสียหายครั้นผู้เสียหายสลัดหลุดวิ่งไปหานางสุพิศจำเลยก็ตามไปพร้อมกับพูดว่าจะหนีไปไหนแสดงว่าจำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการทำร้ายร่างกาย และให้ผู้เสียหายส่งเงินให้จำเลยในขณะนั้น เพราะหากจำเลยต้องการให้ผู้เสียหายส่งเงินให้จำเลยในภายหลัง เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่มีอันเป็นการปฏิเสธว่าขณะนั้นผู้เสียหายไม่สามารถจะส่งเงินให้จำเลยได้ จำเลยก็คงจะไม่ชักอาวุธมีดคัทเตอร์ออกมาจี้ผู้เสียหายอันเป็นการสำทับให้เห็นว่า ถ้าผู้เสียหายไม่ส่งเงินให้จำเลยจะถูกจำเลยทำร้าย และหากจำเลยเพียงแต่ขู่ว่าจะทำร้ายผู้เสียหายในภายหลัง

เมื่อผู้เสียหายสลัดหลุดวิ่งไปหานางสุพิส จำเลยก็คงจะไม่ติดตามไปพูดกับผู้เสียหายว่าจะหนีไปไหน จนกระทั่งได้เงินแล้วจำเลยจึงได้หลบหนี การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ใช่กรรโชกดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นอนึ่ง ความผิดที่จำเลยกระทำฐานนี้มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 15 ปีและปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 30,000 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้มีกำหนด 10 ปี เป็นการลงโทษขั้นต่ำที่สุดอยู่แล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เบากว่านั้นตามที่จำเลยขอมาในคำแก้ฎีกาได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัส พวงมณี · กมล เพียรพิทักษ์ · สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11052/2553

ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์กับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้อยู่ที่จำนวนทรัพย์สินที่ผู้กระทำผิดได้ไปว่าจะเป็นทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน เพราะไม่ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สินไปเพี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3058/2539

จำเลยตระเวนเก็บค่าจอดรถจากผู้ที่นำรถยนต์มาจอดโดยไม่มีสิทธิ ย.ขับรถยนต์สามล้อมาจอด เมื่อจำเลยขอเงินจำนวน 10 บาท เป็นค่าจอดรถ ย. ไม่ให้ จำเลยขู่ว่าถ้าจะจอดที่นี่ต้องเสียเงินถ้าไม่ให้เงินจะต่อย ย. จึงให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2535

พวกจำเลยล้อมรถขายไอศกรีม ของผู้เสียหายไว้ จำเลยที่ 3 เข้าต่อรองราคา แม้จะเป็นราคาที่อาจรู้ว่าผู้เสียหาย ไม่ตกลงด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อผู้เสียหาย การล้อมรถโดยไม่ปรากฏว่ามีท่าทาง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2532

ในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3กับพวกร่วมกันขู่บังคับให้โจทก์ร่วมลงลายมือในเช็ค สั่งจ่ายเงินให้จำเลยกับพวก แต่เจตนาของจำเลยกับพวกประสงค์ที่จะเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปในทันทีนั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2786/2529

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดตามป.อ.มาตรา148,339ว่าจำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบข่มขืนใจกรรโชกให้ผู้เสียหายมอบเนื้อกระบือชำแหละแล้ว140กิโลกรัมให้แก่จำเลยกับพวกมิฉะนั้นจำเลยกับพว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้