Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11637/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมิได้มีคำว่ากู้หรือยืมเลย และอ่านข้อความในเช็คพิพาททั้งหมดก็ไม่มีข้อความใดเลยที่ส่อแสดงให้รู้ได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินกัน อีกทั้งสภาพของเช็คก็เป็นการใช้เงิน ไม่ใช่การกู้หรือยืมเงิน เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับจึงมิใช่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คทั้งสี่ฉบับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 310,561 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 300,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับให้แก่โจทก์ตามฟ้อง เห็นว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์และไม่เคยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ โจทก์จึงต้องมีพยานหลักฐานมานำสืบแสดงให้เห็นว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และมอบเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจริง แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามคำเบิกความของโจทก์เองว่า จำเลยไม่ได้มาติดต่อขอกู้ยืมเงินโจทก์ด้วยตนเองแต่จำเลยมอบหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไว้แล้วพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้นางวิภามากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ แต่นางสาววิลาศิณีย์พยานโจทก์เบิกความแตกต่างไปจากโจทก์ว่า

นายวีรชนเลขาส่วนตัวของจำเลยเป็นผู้มอบหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไว้แล้วพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้นางสาววิลาศิณีย์และนางวิภาไปกู้ยืมเงินโจทก์ จากคำเบิกความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นางสาววิลาศิณีย์และนางวิภาไม่ได้รับต้นฉบับของสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จากจำเลยโดยตรง จึงไม่มีพยานโจทก์ปากใดเลยที่เห็นจำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินต่อหน้าตนเอง ส่วนจำเลยนอกจากมีตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า ไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้วยังนำสืบหักล้างอีกว่าตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ที่พันตำรวจโทพิษณุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์เอกสาร

กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตรวจพิจารณาลายมือชื่อตรงช่องผู้กู้ในสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของจำเลยในเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ และตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่เขียนต่อหน้าศาลแล้ว ปรากฏว่ามีคุณสมบัติของการเขียนและรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน นอกจากนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า นางวิภาจะนำเงินกู้ไปมอบให้จำเลยจริงหรือไม่โจทก์เองก็ไม่ทราบ ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า นางสาววิลาศิณีย์พยานโจทก์เห็นนางวิภามอบเงิน 300,000 บาท ให้นายวีรชนแล้วนางวิภาโทรศัพท์แจ้งจำเลยว่ามอบเงินให้นายวีรชนไปแล้วนั้น

เห็นว่า พยานปากนี้เบิกความกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ เท่านั้น เพราะพยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า พยานไม่เคยติดต่อกับจำเลย นางวิภานั้นก็ไม่รู้จักกับจำเลย และนายวีรชนเป็นคนบอกพยานว่านายวีรชนเป็นเลขาส่วนตัวของจำเลย ดังนี้ พยานปากนี้ย่อมต้องไม่ทราบอย่างแน่แท้ว่าผู้ที่นางวิภาโทรศัพท์ไปหานั้นเป็นจำเลยจริงหรือไม่ ส่วนที่นายวีรชนบอกว่าเป็นเลขาส่วนตัวของจำเลยก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของนายวีรชนเท่านั้น แต่นายวีรชนจะเป็นเลขาส่วนตัวของจำเลยจริงหรือไม่ เชื่อว่าพยานปากนี้ก็ไม่ทราบ อีกทั้งจำเลยเองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยืนยันว่า นายวีรชนมิได้เป็นเลขาส่วนตัวของจำเลยและจำเลยไม่เคยมอบแบบฟอร์มหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้แก่นายวีรชน

กรณีจึงมีข้อพิรุธน่าสงสัยว่า จำเลยจะมอบหมายให้นายวีรชนมาติดต่อขอกู้ยืมเงินโจทก์แล้วมอบเงินกู้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยจริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงความสมเหตุสมผลของการกู้ยืมเงินและรายละเอียดตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินแล้วยิ่งมีข้อพิรุธน่าสงสัยหลายประการ กล่าวคือ ประการแรกข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์เบิกความตอบจำเลยถามค้านว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยเพียงเพราะจำเลยเคยลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเคยไปหาเสียงที่บ้านของโจทก์ บ่งชี้แสดงว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยเพียงผิวเผินเท่านั้น จึงเป็นข้อพิรุธอย่างยิ่งที่โจทก์จะยินยอมให้คนที่รู้จักกันเพียงผิวเผินและไม่ได้มาขอกู้ยืมเงินกับโจทก์โดยตรงกู้ยืมเงินโจทก์เป็นจำนวนมากถึง 300,000 บาท

ทั้งที่ไม่มีหลักประกันอื่นใดนอกจากเช็คพิพาทเท่านั้น ประการต่อมาโจทก์อ้างว่ากู้ยืมเงินกัน 300,000 บาท แต่ขัดแย้งกับข้อความตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุว่า กู้ยืมเงินกัน 350,000 บาท แม้โจทก์จะเบิกความให้เหตุผลว่า ส่วนที่เกินไป 50,000 บาท นั้นเป็นเพราะหากจำเลยผิดนัดจำเลยจะให้โจทก์เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีก็ตาม แต่เช็คพิพาทที่โจทก์อ้างว่าจำเลยให้ไว้เป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินก็มีจำนวนเงินรวมกันเพียง 300,000 บาท เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายตามที่โจทก์อ้าง ประการสุดท้ายเมื่อมีการแก้ไขขีดฆ่าข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 3 และข้อ 4 จำเลยในฐานะผู้กู้ก็ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ แต่กลับเป็นนางวิภาซึ่งเป็นเพียงพยานในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและไม่รู้จักกับจำเลยมาก่อนลงลายมือชื่อกำกับ

ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างอีกว่า เช็คพิพาทที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้เช่นกันนั้น เห็นว่า เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมิได้มีคำว่า กู้หรือยืมเลย และอ่านข้อความในเช็คพิพาททั้งหมดก็ไม่มีข้อความใดเลยที่ส่อแสดงให้รู้ได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินกัน อีกทั้งสภาพของเช็คก็เป็นการใช้เงิน ไม่ใช่การกู้หรือยืมเงิน ฉะนั้น เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับจึงมิใช่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาเป็นลำดับ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบหักล้างว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้และไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ · กรองเกียรติ คมสัน · อิสสระ นิ่มละมัย
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายวรชาติ เกลี้ยงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2613/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ574/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ127/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6658/2548

จำเลยกู้ยืมเงิน ม. แล้วมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้เป็นประกันเงินกู้โดยลงแต่เพียงลายมือชื่อสั่งจ่าย ไม่ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินไว้ ม. กรอกข้อความและจำนวนเงินในภายหลัง แล้วโจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 538/2534

เช็คมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม จำเลยเขียนหนังสือรับสภาพหนี้ลงชื่อด้วยตนเอง แต่วงเล็บท้ายลายมือชื่อว่าแทน พ.จึงเป็นการกระทำแทนพ. มิใช่กระทำในนามของจำเลยเอง ตามพฤติการณ์โจทก์ทราบดีว่าจำเลยกระทำการแทน พ.จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2830/2527

คำขอรับชำระหนี้ระบุว่าลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้40,000 บาทเป็นค่าเงินกู้ ดังปรากฏตามเช็คและใบคืนเช็คที่ยื่นพร้อมกับคำขอ แม้จะระบุว่าเป็นค่าเงินกู้ก็พอเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างถึงมูลหนี้เดิมที่…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2509 (เลขอ้างอิง 83822)

เอกสารที่เป็นหลักฐานการกู้นั้น จำต้องมีเพื่อฟ้องเรียกเงินก็แต่ในกรณีฟ้องตามสัญญากู้เท่านั้น แต่ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะไม่มีเอกสารเป็นหลักฐานการกู้ เช็คนั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2509 (เลขอ้างอิง 41407)

เอกสารที่เป็นหลักฐานการกู้นั้น จำต้องมีเพื่อฟ้องเรียกเงินก็แต่ในกรณีฟ้องตามสัญญากู้เท่านั้นแต่ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินกู้แม้จะไม่มีเอกสารเป็นหลักฐานการกู้ เช็คนั้นก็…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้