Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11692/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายแก่กัน กรณีแม้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 อันเป็นคดีครอบครัว แต่การพิจารณาพิพากษาคดีก็ต้องอาศัยหลักกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญาและหลักกฎหมายอื่นตาม ป.พ.พ. มาพิจารณาประกอบกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์โอนที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้ทำเป็นนิติกรรมซื้อขายกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 แล้วถือได้ว่าการแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีผลสมบูรณ์ แม้รถยนต์ที่ตกลงแลกเปลี่ยนยังคงมีชื่อจำเลยที่ 1 ในทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องจดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อคู่กรณีมีการตกลงโอนกรรมสิทธิ์แก่กันก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว แม้การแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันนี้จะมีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างสมรส ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันได้ตามป.พ.พ. มาตรา 1469 ก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามมาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วตามมาตรา 374 วรรคสอง โจทก์จึงไม่อาจบอกล้างสัญญาดังกล่าวซึ่งจะมีผลให้เป็นการระงับสิทธิของจำเลยที่ 2 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5536 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวคืนได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 12 ต่อมาประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทในเรื่องสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน อันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 อันเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 11 (3) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แต่การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรสที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายแก่กันดังกรณีนี้ ก็ต้องอาศัยหลักกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญาและหลักกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาพิจารณาประกอบกัน ซึ่งมิใช่จะต้องบังคับใช้เฉพาะตามบทบัญญัติในบรรพ 5 ลักษณะครอบครัวดังที่โจทก์เข้าใจเท่านั้น

เมื่อปรากฏว่าตามสัญญาแลกเปลี่ยน ข้อ 4 ระบุว่า ในการตกลงแลกเปลี่ยนทรัพย์ในข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 แก่กันและกันนั้น จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์โอนที่ดินตามข้อ 1 ดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้ทำเป็นนิติกรรมซื้อขายกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ตามราคาที่เจ้าพนักงานจะประเมินราคาทรัพย์ โดยโจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2535 ให้แก่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรมแทน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3079 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 2531 สุราษฎร์ธานี โดยตีราคาทรัพย์ทั้งสองอย่างเท่ากัน โดยในวันที่ 30 มิถุนายน 2535 อันเป็นวันที่ทำสัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันนั้นได้มีการทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินโดยทำในรูปแบบโจทก์ทำนิติกรรมขายแก่จำเลยที่ 2 และต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2543 ถือได้ว่าการแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีผลสมบูรณ์แล้ว

แม้รถยนต์ที่ตกลงแลกเปลี่ยนยังคงมีชื่อจำเลยที่ 1 ในทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องจดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อคู่กรณีมีการตกลงโอนกรรมสิทธิ์แก่กันก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว แม้การแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันนี้จะมีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามมาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วตามมาตรา 374 วรรคสอง

โจทก์จึงไม่อาจบอกล้างสัญญาดังกล่าวซึ่งจะมีผลให้เป็นการกลับสิทธิของจำเลยที่ 2 ได้ ที่โจทก์ฎีกาในประเด็นต่อมาว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมใด ๆ กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าไม่ได้ซื้อขายกันจริง เจตนาแท้จริงคือการแลกเปลี่ยนทรัพย์กัน แต่ทำนิติกรรมอำพรางว่าเป็นการขายให้แก่จำเลยที่ 2 และอ้างว่าแท้จริงแล้วเป็นการให้จำเลยที่ 2 ครอบครองแทน เป็นฎีกาที่อ้างเหตุขัดแย้งทั้งในเรื่องการแลกเปลี่ยนทรัพย์ ซื้อขาย และการให้จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินแทนจำเลยที่ 1 ล้วนเป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกันเองและเป็นการขัดกับข้อความในสัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สิน อีกทั้งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่ยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ส่วนฎีกาอื่นของโจทก์นอกจากนี้ล้วนเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พฤษภา พนมยันตร์ · เพลินจิต ตั้งพูลสกุล · อธิป จิตต์สำเริง
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายไพโรจน์ สังข์น้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิกร อังคณาวิศัลย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)49/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ27/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ60/2550
แหล่งที่มา
แผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้