คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ยื่นคำร้องว่า
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลแขวงธนบุรีได้อ่านคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 20 มกราคม2541 แต่ทนายโจทก์ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์เพิ่งทราบเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2541 จึงไม่สามารถแถลงเพื่อให้ศาลหยิบยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปได้ภายในกำหนด 15 วัน ขอให้ศาลชั้นต้นหยิบยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรยกคดีขึ้นพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อทราบคำสั่งศาลที่ให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความชั่วคราวหากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1348/2534 ของศาลแขวงธนบุรี ศาลพิพากษาเสร็จแล้ว ให้โจทก์แถลงเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปภายใน15 วัน มิฉะนั้นศาลจะไม่ยกคดีขึ้นพิจารณาตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 9 มีนาคม 2536 โจทก์จึงทราบและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าวได้ความว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2541 โดยโจทก์ได้ไปฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงธนบุรี เอกสารหมาย ร.3 โจทก์กลับมิได้ดำเนินการแถลงต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาตามคำสั่งศาลแต่อย่างใด และเพิ่งมายื่นคำร้องต่อศาลให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาเนิ่นนานหลังจากทราบคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วประมาณ6 เดือน
แสดงว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจปฏิบัติตามคำสั่งศาลทั้งคำสั่งศาลดังกล่าวก็ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในกฎหมายแต่อย่างใด ข้ออ้างของโจทก์ว่าไม่เข้าใจความหมายของคำสั่งศาลจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรยกคดีขึ้นพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ตามสมควรด้วยนั้น เป็นข้อที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นมาในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน