Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1176/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยข้อ 3 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยมีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงให้โจทก์ พ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทและผู้ถือใบอนุญาตจัดหางาน ในนามบริษัท โจทก์ตกลงยินยอมที่จะลงนามในเอกสารหรือคำขอ หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อให้บรรลุการนั้นโดยทันทีตามที่จำเลย จะได้แจ้งให้ทราบก็ตาม แต่ข้อความตามบันทึกข้อดังกล่าว เป็นเพียงการตกลงกันล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยมีความประสงค์ จะเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้จัดการ โดยโจทก์ต้องยินยอมเท่านั้นมิได้หมายความว่าหากจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์ พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการแล้วถือว่าจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทันทีนอกจากนี้ปรากฏว่าหลังจากจำเลยจดทะเบียนให้โจทก์ พ้นจากกรรมการผู้จัดการแล้วโจทก์ยังทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตลอดมา ดังนั้น ข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการ บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2540โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายและจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540ถึงวันที่ 29 กันยายน 2540 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน30,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 10,333 บาทและค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 11,336 บาท แก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติงานและบริหารงานในฐานะกรรมการบริษัท โดยโจทก์กับจำเลยได้ทำหนังสือบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 ต่อมาเมื่อวันที่12 กรกฎาคม 2540 จำเลยได้นำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไปยื่นขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร

สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 จำเลยถือว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่จำเลยทำตามเจตนารมณ์ของโจทก์ตามหนังสือบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้นโจทก์จึงสิ้นสภาพการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีอำนาจหน้าที่ใด ๆ ในกิจการของจำเลยตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา เมื่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแล้วหลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ จำเลยบอกโจทก์ว่า โจทก์ได้สิ้นสภาพการเป็นกรรมการในกิจการของจำเลยแล้ว ขอให้โจทก์นำต้นฉบับใบอนุญาตจัดหางานเพื่อให้คนงานไปทำงานในต่างประเทศที่ออกให้โดยกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมซึ่งเป็นของจำเลยที่โจทก์นำติดตัวไปมาคืนให้แก่จำเลยด้วยแต่โจทก์ปฏิเสธที่จะคืนให้โดยอ้างว่า

ใบอนุญาตจัดหางานดังกล่าวเป็นของโจทก์ถือว่าโจทก์รู้ว่าโจทก์สิ้นสภาพการปฏิบัติหน้าที่ให้จำเลยตั้งแต่วันที่จำเลยได้บอกให้โจทก์นำต้นฉบับใบอนุญาตจัดหางานมาคืนให้แก่จำเลย ซึ่งนับระยะเวลาได้ประมาณ 1 เดือนหลังจากโจทก์ได้รับเงินเดือนในเดือนสิงหาคม 2540 แล้วโจทก์ยังเข้าออกภายในสำนักงานของจำเลยเรื่อยมา ทั้งยังได้ใส่กุญแจประตูทางเข้าออกสำนักงานของจำเลยโดยไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการปฏิบัติงานให้จำเลยแล้ว จำเลยจึงได้ทำหนังสือลงวันที่ 26 กันยายน 2540แจ้งให้โจทก์ออกจากสถานที่ภายในวันที่ 29 กันยายน 2540จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างของเดือนกันยายน 2540 ให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 30,000 บาท

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 10,333 บาท และค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 11,336 บาท แก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "แม้ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 3 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยมีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทและผู้ถือใบอนุญาตจัดหางานในนามบริษัท โจทก์ตกลงยินยอมที่จะลงนามในเอกสารหรือคำขอ คือดำเนินการใด ๆ เพื่อให้บรรลุการนั้นโดยทันทีตามที่จำเลยจะได้แจ้งให้ทราบก็ตาม เห็นได้ว่าข้อความตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการตกลงกันล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยมีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงการผู้จัดการ โดยโจทก์ต้องยินยอมเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวมิได้หมายความว่าหากจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการแล้วถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันทีนอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า หลังจากจำเลยจดทะเบียนให้โจทก์พ้นจากกรรมการผู้จัดการแล้ว โจทก์ยังทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตลอดมา ดังนั้นข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · เสมอ อินทรศักดิ์ · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้