Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11783/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่ตั้งแต่เวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดบริการเป็นต้นไป คือ ตั้งแต่เวลา 22 นาฬิกา จนถึง 10 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวมีทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่หายไป จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบแก่ผู้เช่าพื้นที่ แสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีความเข้าใจในข้อสัญญาดังกล่าวตรงกันบางส่วนว่า ในเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 เปิดทำการ โจทก์ทั้งสองจะต้องรับผิดชอบดูแลรักษาทรัพย์สินด้วยตนเอง หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในช่วงเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบในความสูญหายของทรัพย์สินโจทก์ทั้งสอง สำหรับข้อที่ไม่ตรงกันนั้นโจทก์ทั้งสองอ้างว่า ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 เริ่มแต่เมื่อโจทก์ทั้งสองปิดร้านให้บริการแล้วด้วย เห็นว่า วันใดที่โจทก์ทั้งสองไม่เปิดร้านให้บริการก็ดี หรือเปิดร้านให้บริการแล้ว แต่ปิดร้านก่อนถึงเวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการตามปกติ ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่อาจมีร้านค้าอื่นยังไม่ปิดบริการ ยังมีประชาชนเข้าออกในการจับจ่ายซื้อของหรือยังมีพนักงานของร้านค้าต่าง ๆ อยู่ในบริเวณพื้นที่เช่าของตน จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทุกส่วนของห้างได้เด็ดขาดเพราะยังมีประชาชนเดินเข้าออกอยู่ภายในห้าง ซึ่งง่ายแก่การที่มิจฉาชีพจะแอบแฝงตัวเข้ามาโจรกรรมทรัพย์สินของร้านค้าต่าง ๆ ได้โดยไม่ผิดสังเกต ผิดกับช่วงเวลาที่ห้างปิดทำการแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 จะไม่อนุญาตให้ผู้เช่าพื้นที่ทุกรายรวมทั้งบุคคลภายนอกอยู่หรือเข้าไปภายในห้างได้ จึงเป็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่สูญหายไป ดังนี้ ช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปิดร้านก่อนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ปิดห้างตามปกติ จึงเป็นความรับผิดของโจทก์ทั้งสองที่จะต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเอง ข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่ห้างเปิดทำการ จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเปรียบโจทก์ทั้งสองเกินสมควร จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับกันได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระราคาทรัพย์สินและค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 384,659 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2547 (วันทำละเมิด) จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 362 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ย 28,612 บาท รวมเป็นเงินถึงวันฟ้องทั้งสิ้น 413,270 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 384,659 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้สัญญาให้บริการสถานที่หรือสัญญาเช่าพื้นที่ข้อ 2.1 และ 6.8 เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน 384,659 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 มีนาคม 2548) ต้องไม่เกิน 28,612 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 250,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า ข้อตกลงตามสัญญาให้บริการสถานที่ ข้อ 6.8 ที่ระบุว่า "ผู้รับบริการจะต้องรับผิดชอบ ดูแลรักษาทรัพย์สินของผู้รับบริการด้วยตนเอง หากเกิดความสูญหาย หรือเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินของผู้รับบริการไม่ว่าด้วยประการใดก็ตาม บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น" เป็นข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่เห็นได้ชัดว่า เป็นการเอารัดเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองให้ต้องดูแลทรัพย์สินของตนเองในระหว่างที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง ทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์ทั้งสองเกินสมควร มีผลให้โจทก์ทั้งสองต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 6.8 จึงตกเป็นโมฆะ

เห็นว่า ข้อไม่เป็นธรรมที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นอ้างเป็นเหตุให้ข้อตกลงตามสัญญาข้อดังกล่าวตกเป็นโมฆะนั้น เป็นการหยิบยกข้อไม่เป็นธรรมที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึงผลของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมด้วยว่า ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น หาได้บัญญัติให้มีผลว่าตกเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าทั้งหมด แสดงว่า ข้อสัญญายังคงมีผลตามกฎหมายเพียงแต่จะบังคับให้เต็มตามข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมดไม่ได้ คงบังคับกันได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ดังนี้ ข้อไม่เป็นธรรมที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาจึงไม่เป็นผลให้สัญญาข้อดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาข้อดังกล่าวไม่มีข้อตกลงชัดเจนยกเว้นมิให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ไม่ตกเป็นโมฆะนั้น

ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ข้อตกลงตามสัญญาให้บริการสถานที่ ข้อ 6.8 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่ตั้งแต่เวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดบริการเป็นต้นไป คือ ตั้งแต่เวลา 22 นาฬิกา จนถึง 10 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวมีทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่หายไป จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบแก่ผู้เช่าพื้นที่ แสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีความเข้าใจในข้อสัญญาดังกล่าวตรงกันบางส่วนว่า ในเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 เปิดทำการ

โจทก์ทั้งสองจะต้องรับผิดชอบดูแลรักษาทรัพย์สินด้วยตนเอง หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในช่วงเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบในความสูญหายของทรัพย์สินโจทก์ทั้งสอง สำหรับข้อที่ไม่ตรงกันนั้นโจทก์ทั้งสองอ้างว่า ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 เริ่มแต่เมื่อโจทก์ทั้งสองปิดร้านให้บริการแล้วด้วย เห็นว่า วันใดที่โจทก์ทั้งสองไม่เปิดร้านให้บริการก็ดี หรือเปิดร้านให้บริการแล้ว แต่ปิดร้านก่อนถึงเวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการตามปกติ ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่อาจมีร้านค้าอื่นยังไม่ปิดบริการ

ยังมีประชาชนเข้าออกในการจับจ่ายซื้อของหรือยังมีพนักงานของร้านค้าต่าง ๆ อยู่ในบริเวณพื้นที่เช่าของตน จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทุกส่วนของห้างได้เด็ดขาดเพราะยังมีประชาชนเดินเข้าออกอยู่ภายในห้าง ซึ่งง่ายแก่การที่มิจฉาชีพจะแอบแฝงตัวเข้ามาโจรกรรมทรัพย์สินของร้านค้าต่าง ๆ ได้โดยไม่ผิดสังเกต ผิดกับช่วงเวลาที่ห้างปิดทำการแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 จะไม่อนุญาตให้ผู้เช่าพื้นที่ทุกรายรวมทั้งบุคคลภายนอกอยู่หรือเข้าไปภายในห้างได้ จึงเป็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่สูญหายไป ดังนี้ ช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปิดร้านก่อนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ปิดห้างตามปกติ จึงเป็นความรับผิดของโจทก์ทั้งสองที่จะต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเอง ข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่ห้างเปิดทำการ จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ

ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเปรียบโจทก์ทั้งสองเกินสมควร จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับกันได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ เห็นว่า ลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองปิดร้านเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาก่อนห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการปกติในเวลา 22 นาฬิกา แม้ร้านค้าต่าง ๆ ที่ชั้นใต้ดินของห้างจะได้ปิดบริการเกือบหมดทุกร้านในเวลาเดียวกับร้านโจทก์ทั้งสอง แต่ขณะนั้นห้างจำเลยที่ 1 ยังไม่ปิดบริการและยังไม่ได้ปิดประตูทางเข้าออกห้าง

ยังมีประชาชนเดินเข้าออกอยู่บ้างแม้เล็กน้อย และยังอาจมีการขนย้ายสิ่งของและสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวตามปกติ โดยช่วงเวลาเกิดเหตุมีคนงานจำนวนหนึ่งประมาณ 4 ถึง 5 คน กำลังติดตั้งอุปกรณ์ของร้านเปิดใหม่ซึ่งอยู่ใกล้กับร้านโจทก์ทั้งสอง พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าคนร้ายได้วางแผนโดยเข้ามาดูลาดเลาพื้นที่ก่อนแล้ว รู้ว่าโจทก์ทั้งสองเก็บโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ไว้ในตู้นิรภัยและใช้ผ้าคลุมตู้ไว้ จึงเตรียมกล่องกระดาษขนาดพอบรรจุตู้นิรภัยมาครอบเพื่ออำพรางว่าเป็นกล่องบรรจุสินค้าทั่วไปที่ผู้ใช้บริการหรือพนักงานของร้านค้านำออกไปจากห้างได้ตามปกติ ทั้งคนร้ายรู้เวลาที่ร้านโจทก์ทั้งสองปิดบริการและเวลาปิดบริการของห้างจำเลยที่ 1 โดยอาศัยโอกาสที่ยังมีคนเข้าออกห้างอยู่บ้าง

รวมทั้งมีกลุ่มคนงานจำนวนหนึ่งกำลังตกแต่งร้านเปิดใหม่ซึ่งใกล้กับร้านโจทก์ทั้งสองแฝงตัวเข้ามาลักเอาตู้นิรภัยของโจทก์ทั้งสองไปซึ่งเป็นพื้นที่เปิดที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้โดยง่ายและอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าออก แม้ตู้นิรภัยของโจทก์จะมีน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม แต่ก็สามารถใช้กล่องคลุมแล้วดันไปหรือใส่รถเข็นไปได้ไม่ยาก เมื่อโจทก์ทั้งสองปิดร้านก่อนเวลาปิดทำการของห้างจำเลยที่ 1 ก็ควรจะต้องระมัดระวังเก็บรักษาทรัพย์สินให้ยากแก่การเอาไปหรือขนย้ายไปได้โดยง่าย มิฉะนั้นลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองจะต้องอยู่ดูแลร้านจนกว่าห้างจำเลยที่ 1 จะปิดทำการ เมื่อลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองปิดร้านและออกไปก่อนเวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ

แม้จะได้ปฏิบัติเช่นนี้เป็นปกติเช่นเดียวกับร้านอื่น ก็เป็นช่องทางให้คนร้ายรู้ทางปฏิบัติในการปิดร้านและเก็บรักษาทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองเป็นอย่างดี จึงต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาตามฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใดนั้น เห็นว่า ในการกำหนดค่าเสียหาย ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนประมาทอยู่ด้วยดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น เมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยที่ 3 ในครั้งนี้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 250,000 บาท

นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาให้บริการสถานที่ทำขึ้นด้วยความสมัครใจของคู่สัญญา มุ่งโดยตรงต่อการผูกพันกันตามข้อตกลงในสัญญา จึงไม่ใช่สัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว เมื่อข้อตกลงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลบังคับกันได้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้คนร้ายลักทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป จำเลยที่ 1 จึงยกข้อสัญญาข้อ 6.8 ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อปัดความรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิสสระ นิ่มละมัย · กรองเกียรติ คมสัน · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายไชยวุฒิ หวังอาษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสุนัย มโนมัยอุดม
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2770/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ302/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1025/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566

เมื่อพิจารณาที่มาและข้อตกลงการใช้บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต คำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต โดยพิจารณาความสุจริต ความรู้ ความเข้าใจ แนวทางที่เคยปฏิบัติและทางได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566

ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4184/2565

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4183/2565

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2563

คดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นให้สืบพยานไปฝ่ายเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 เมื่อในการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้