Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1181/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ร้องขอรับมรดกที่ดิน โฉนดที่ 5130 ของ พ. ว.ยื่นคำร้องคัดค้านว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของ ช.ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว. ศาลฎีกาวินิจฉัยรับรองไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 1927/2506 ว่า ว.มีสิทธิในส่วนของ ช.ในโฉนดที่กล่าวด้วย จำเลยที่ 1 ในนามจังหวัด ได้มีหนังสือหารือการปฏิบัติในการสั่งคำร้องของโจทก์มายังจำเลยที่ 2(กรมที่ดิน) จำเลยที่ 2 เห็นว่าคำพิพากษาฎีกาได้วินิจฉัยว่า ว.มีส่วนได้เสียในที่ดินอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 จึงสั่งให้โจทก์และ ว.ลงชื่อร่วมกันในโฉนดในฐานะผู้รับมรดก และสั่งด้วยว่าฝ่ายใดไม่เห็นพ้องด้วยก็ให้ฟ้องศาลภายใน 60 วัน มิฉะนั้นจะดำเนินการไปตามคำสั่งต่อไปดังนี้ เห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการในการออกคำสั่งคำร้องของโจทก์ ได้ปฏิบัติการไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81 โดยชอบ เช่น การประกาศการขอรับมรดกของโจทก์เป็นต้น ครั้น ว.คัดค้าน ก็ได้ขอความเห็นจากจำเลยที่ 2 อันเป็นสำนักงานต้นสังกัดในการรับผิดชอบ แสดงว่าจำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้การงานเป็นไปโดยถูกต้อง การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ว.รับมรดกร่วมกับโจทก์ ก็เห็นว่าเนื่องจากหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่า ว.มีส่วนได้ส่วนเสียในที่ดินโฉนดนี้อยู่ด้วย และทั้งสองฝ่ายไม่ยอมตกลงตามข้อเปรียบเทียบของจำเลยที่ 1 จำเลยก็ย่อมสั่งการไปได้ตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81 วรรค 2 มิได้ก่อการเสียหายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ เพราะถ้าโจทก์หรือ ว.ไม่เห็นพ้องกับคำสั่งของจำเลยที่1ก็ย่อมนำคดีเสนอต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81 วรรค 3

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรคุณหญิงพึ่งและผู้รับมรดกตามพินัยกรรม คุณหญิงพึ่งถึงแก่กรรม

โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๑ขอรับมรดกที่ดินโฉนดที่ ๕๑๓๐ จำเลยที่ ๑ ประกาศโฆษณาตามระเบียบพลตรีวีรวัฒน์คัดค้านว่าที่ดินตามพินัยกรรมไม่คลุมถึงส่วนของพลตรีวีรวัฒน์ ตามฎีกาที่ ๑๙๒๗/๒๕๐๖ จำเลยที่ ๒ สั่งว่าผู้คัดค้านมีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดที่ ๕๑๓๐ ตามพินัยกรรม ให้โจทก์ฟ้องศาลแสดงสิทธิ จำเลยที่ ๑ สั่งโจทก์และพลตรีวีรวัฒน์รับมรดกร่วมกันคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและสั่งโดยเจตนาร้ายต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายคิดเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ขอให้พิพากษาว่าคำสั่งจำเลยทั้งสองเป็นคำสั่งไม่ชอบ และให้บังคับจำเลยทั้งสองสั่งว่าที่ดินโฉนดที่ ๕๑๓๐ นั้น โจทก์เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิตามพินัยกรรม ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ดำเนินไปตามอำนาจที่ประมวลกฎหมายที่ดินให้อำนาจไว้

อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งในคดีนี้ต่อมา โจทก์ชอบที่จะฟ้องพลตรีวีรวัฒน ฯลฯ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เพียงแต่ตอบหนังสือของจังหวัดหารือในทางปฏิบัติ ไม่ผูกมัดเจ้าพนักงานที่ดินจะต้องปฏิบัติ จำเลยที่ ๒ มิใช่ผู้ออกคำสั่ง จำเลยมิใช่ผู้โต้แย้งสิทธิโจทก์ ฯลฯ ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยาน แล้วฟังว่าจำเลยทั้งสองสั่งการไปโดยมีหลักฐานและสุจริต ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ในชั้นฎีกามีปัญหาจะต้องวินิจฉัยเพียงว่า การที่จำเลยสั่งการในกรณีที่โจทก์ขอรับมรดกรายนี้เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ข้อนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่า ตามที่โจทก์ร้องขอรับมรดกที่ดินโฉนดที่ ๕๑๓๐ ของคุณหญิงพึ่งต่อจำเลยที่ ๑ นั้น พลตรีวีรวัฒน์พี่เขยของโจทก์ซึ่งเป็นสามีนางพิงพี่สาวโจทก์ ยื่นคำร้องคัดค้านว่าที่ดินโฉนดที่กล่าวเป็นของพันเอกพระยาไชยเยนทร์ฤทธิรงค์(ซึ่งเป็นสามีคุณหญิงพึ่ง และเป็นบิดาของนางพิงภรรยาพลตรีวีรวัฒน์)กึ่งหนึ่ง บัดนี้ พระยาไชยเยนทร์ฤทธิรงค์ถึงแก่กรรมแล้วพลตรีวีรวัฒน์มีสิทธิในส่วนของพระยาไชยเยนทร์ฤทธิรงค์ในโฉนดที่กล่าวด้วย โดยอ้างว่าศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยรับรองไว้แล้วในคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๗/๒๕๐๖ จำเลยที่ ๑ ในนามของจังหวัดจันทบุรีได้มีหนังสือหารือการปฏิบัติในการสั่งคำร้องของโจทก์มายังกรมที่ดิน

กรมที่ดินเห็นว่าคำพิพากษาฎีกาที่กล่าวได้วินิจฉัยไว้ว่าพลตรีวรวัฒน์มีส่วนได้เสียในที่ดินโฉนดที่กล่าวนั้นอยู่ด้วยจำเลยที่ ๑ จึงสั่งให้ทั้งโจทก์และพลตรีวีรวัฒน์ลงชื่อร่วมกันในโฉนดในฐานะผู้รับมรดก และสั่งด้วยว่า ฝ่ายใดไม่เห็นพ้องด้วย ก็ให้ฟ้องศาลภายใน ๖๐ วัน มิฉะนั้นจะดำเนินการไปตามคำสั่งต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวมาเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการต่าง ๆในการออกคำสั่งคำร้องของโจทก์นั้น ได้ปฏิบัติการไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๑ โดยชอบ เช่น การประกาศการขอรับมรดกของโจทก์เป็นต้น ครั้นพลตรีวีรวัฒน์ ยื่นคำร้องคัดค้าน เห็นว่าเป็นปัญหาก็ได้ขอความเห็นจากกรมที่ดินอันเป็นสำนักงานต้นสังกัดในการรับผิดชอบ ในการนี้

จำเลยที่ ๒ ก็ได้ศึกษาเรื่องราวและคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๗/๒๕๐๖ ซึ่งได้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิของพลตรีวีรวัฒน์ในที่ดินโฉนดที่กล่าวไว้แล้ว และแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบ ในข้อนี้ศาลฎีกาได้ตรวจและพิเคราะห์คำพิพากษาที่กล่าวนั้นแล้ว ปรากฏว่าได้วินิจฉัยไว้เช่นนั้นจริง ดังนี้ แสดงว่าจำเลยที่ ๑, ๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง และเพื่อให้การงานเป็นไปโดยความถูกต้องไม่มีพฤติการณ์ใดส่อให้เห็นเลยว่า เจตนาร้ายต่อโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาโต้เถียงมา ส่วนการที่จำเลยที่ ๑ สั่งให้พลตรีวีรวัฒน์รับมรดกร่วมกับโจทก์ด้วยนั้น ก็เห็นว่า เนื่องจากหลักฐานในเบื้องต้นแสดงอยู่ว่าพลตรีวีรวัฒน์มีส่วนได้ส่วนเสียในที่ดินโฉนดนี้อยู่ด้วย และทั้งสองฝ่ายไม่ยอมตกลงตามข้อเปรียบเทียบของจำเลยที่ ๑ จำเลยก็ย่อมสั่งการไปได้ตามที่เห็นสมควร

ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๘๑ วรรค ๒ และเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ สั่งการไปนั้นเป็นการสมควรแก่เหตุผลตามท้องเรื่องแล้ว มิได้ก่อให้เกิดการเสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์เลย เพราะถ้าโจทก์ก็ดีหรือพลตรีวีรวัฒน์ก็ดี ไม่เห็นพ้องกับคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ก็ย่อมจะนำคดีเสนอต่อศาลได้ต่อไป ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๑วรรค ๓ ดังนี้ เห็นว่าฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พันธ์ นัยวิฑิต · วิเชียร เศวตรุนทร์ · เนิ่น กฤษณะเศรนี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายสง่า อำพันแสง
ศาลอุทธรณ์ - นางอัศนี เกาไศยนันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้