Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11843/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของวัด ก. จากกรมการศาสนามีกำหนด 3 ปี เพื่อปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้าง ทำถนนและคูน้ำ โดยยกกรรมสิทธิ์ให้แก่กรมการศาสนา มิฉะนั้นกรมการศาสนามีสิทธิปรับเป็นรายวัน เมื่อทำการปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว กรมการศาสนาให้จำเลยมีสิทธิทำสัญญาเช่ามีกำหนด 30 ปี นับแต่กรมการศาสนาตรวจรับสิ่งปลูกสร้าง แต่จำเลยไม่ดำเนินการปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา และภายหลังครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาเช่า โจทก์ซึ่งรับโอนกิจการบริหารจากกรมการศาสนาหาได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่ ส่วนจำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา ทั้งจำเลยยังชำระค่าเช่าที่ดินตลอดมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งทั้งกรมการศาสนาและโจทก์ต่างก็มีส่วนรับชำระค่าเช่าที่ดินในระหว่างนี้จากจำเลยด้วยโดยมิได้มีการเร่งรัดบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว ถือเป็นการทำสัญญาเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แสดงว่ากรมการศาสนาและโจทก์มิได้ถือเอาเงื่อนไขในสัญญาเช่าที่ดินเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่ไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างและชำระค่าปรับได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคาร 2 ชั้น หนึ่งหลัง ที่จำเลยปลูกไว้ในที่ดินของโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารทั้งหมดออกไปจากที่ดินและส่งมอบคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง ค่าปรับและค่าเสียหาย 15,883,724 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,749,714 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4393 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางกระดี จังหวัดปทุมธานี และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงิน 903,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 840,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้ออาคาร 2 ชั้น ที่ปลูกบนที่ดินที่เช่าออกไปด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าที่ดินและโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่ไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างและค่าปรับหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ก่อนทำสัญญาเช่าที่ดิน จำเลยย่อมต้องตรวจสอบสภาพที่ดินมาก่อนแล้ว หากจำเลยปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา ประเด็นการเกิดที่งอกย่อมไม่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลา จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญานั้น เห็นว่า ตามแผนผังบริเวณแบบแปลน รายการประกอบแบบแปลนและรายการคำนวณสิ่งปลูกสร้างแนบท้ายสัญญาเช่า ระบุว่าสิ่งปลูกสร้างต้องก่อสร้างบนที่ดินที่เช่า ซึ่งหมายถึงปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 4393 แต่ในขณะเดียวกันก็ระบุว่าสิ่งปลูกสร้าง

เช่น เขื่อนคอนกรีตต้องสร้างติดแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวในส่วนที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยามีที่งอกออกไปเป็นเนื้อที่มากกว่า 1 ไร่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะสร้างเขื่อนคอนกรีตทั้งติดแม่น้ำเจ้าพระยา และทั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4393 ความข้อนี้นายสุเทพ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นนักวิชาการศาสนาชำนาญการก็เบิกความเจือสมฝ่ายจำเลยว่า ในกรณีที่ดินมีที่งอกเกิดขึ้นนั้น จำเลยเคยขอให้โจทก์ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินในบริเวณที่งอก ซึ่งเมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการออกโฉนดที่ดินในบริเวณที่งอกดังกล่าว ย่อมเป็นข้อขัดข้องต่อการที่จำเลยจะปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างให้เป็นไปตามสัญญา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงที่อำนาจการดูแลวัดกกขึ้นอยู่กับสำนักงานศาสนสมบัติ

กรมการศาสนา จนกระทั่งโอนเป็นของโจทก์ อีกทั้งภายหลังครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2537 โจทก์หาได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่ ส่วนจำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา ทั้งจำเลยยังชำระค่าเช่าที่ดินระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2537 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ตลอดมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งทั้งกรมการศาสนาและโจทก์ต่างก็มีส่วนรับชำระค่าเช่าที่ดินในระหว่างนี้จากจำเลยด้วย โดยมิได้มีการเร่งรัดบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด ความข้อนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของนายสุเทพพยานโจทก์รวมทั้งคำเบิกความของนายชีวิน พยานโจทก์ซึ่งเป็นนักวิชาการศาสนาชำนาญการอีกปากหนึ่งว่า

การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว ถือเป็นการทำสัญญาเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แสดงว่ากรมการศาสนาและโจทก์มิได้ถือเอาเงื่อนไขในสัญญาเช่าที่ดินเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามสัญญาเช่าที่ดินได้ความว่า เมื่อจำเลยทำการปรับปรุงและปลูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว กรมการศาสนาจะให้จำเลยมีสิทธิทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่างหากจากสัญญาเช่า มีกำหนดเวลาการเช่า 30 ปี ดังนั้นการที่จำเลยไม่สามารถปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ตามสัญญา ย่อมทำให้จำเลยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ด้วย ไม่ใช่โจทก์เสียประโยชน์ฝ่ายเดียว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่ไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างและชำระค่าปรับได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ · สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวนลิน ญาณศิริ
ศาลอุทธรณ์ - นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1341/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1718/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2221/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5491/2550

ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งสี่ข้อ ได้แก่ 1) ข้อที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากเดิมเป็นว่า ลายมือชื่อโจทก์ผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม และตราประทับไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่ได้จดทะเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5142/2549

จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์มีกำหนด 1 ปี ชำระค่าเช่าล่วงหน้าภายในวันที่ 19 ของทุกเดือน เมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาเช่าแล้วโจทก์รับเงินค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าจากจำเลยในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2543 ก่อนหน้าที่โจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2545

การเช่าที่ดินระหว่างโจทก์มีกำหนด 6 ปี แต่มิได้จดทะเบียนซึ่งจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538แต่หลังจากครบ 3 ปี แล้ว จำเลยยังคงเช่าที่ดินต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2539

ในชั้นชี้สองสถาน จำเลยยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาท 2 ประเด็น คือ 1. โจทก์ให้คำมั่นจะให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีก 6 ปี หรือไม่ 2. โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยหรือไม่ แต่ศาลชั้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3691/2535

การที่จะถือว่าเมื่อสิ้นกำหนดการเช่าแล้วมีการเช่ากันใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 นั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าผู้ให้เช่ามีหน้าที่จะต้องบอกเลิกการเช่าหรือบอกกล่าวให้ผู้เช่าท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้