Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11863/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมิได้พิพากษารวมค่ายกรถจำนวน 11,000 บาท เข้าไปด้วย ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง ทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไร้ผล และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 อันเป็นวันทำละเมิด ซึ่งเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ที่ขอบังคับนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 831,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 391,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า นายแดงรุ่ง เป็นลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 4860 สมุทรสงคราม นายโทน เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 1278 สมุทรสงคราม รถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ที่มีนายแดงรุ่งเป็นผู้ขับกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ 1 ที่มีนายโทนเป็นผู้ขับ เกิดการเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้นายแดงรุ่งได้รับอันตรายสาหัส นายโทนถึงแก่ความตาย และรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันได้รับความเสียหาย โจทก์ได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์โดยต้องใช้เวลานาน 3 เดือน และจ่ายค่าซ่อมแซมไปแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้ไม่ได้มีการชี้ขาดในทางอาญา ไม่มีการฟ้องนายโทนเนื่องจากนายโทนถึงแก่ความตายอันทำให้คดีอาญาระงับ จึงไม่สามารถพิสูจน์ความผิดว่าความประมาทเกิดจากนายโทน ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่ร้อยตำรวจโทมนูศักดิ์ พนักงานสอบสวนเป็นผู้จัดทำ ประกอบกับคำเบิกความของนายแดงรุ่งผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ เชื่อว่านายโทนขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นตามรถยนต์บรรทุกสิบล้ออีก 2 คัน เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันหยุดรถอย่างกะทันหัน โดยแต่ละคันมีร่องรอยห้ามล้อยาว 15 เมตร และ 16.50 เมตร ตามลำดับ

อยู่ในทางเดินรถของนายโทน แต่นายโทนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงหักหลบไปทางด้านขวาแล้วชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่นายแดงรุ่งขับสวนทางมาในทางเดินรถของนายแดงรุ่ง จึงรับฟังได้ว่าเหตุที่ชนกันเกิดจากความประมาทของนายโทน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 สั่งให้นายโทนลูกจ้างออกไปทำงาน แต่นายโทนกลับขับรถออกไปนอกเส้นทางที่ว่าจ้าง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปที่เกิดเหตุอยู่ในเวลาทำงานในทางการที่จ้างเพราะตั้งแต่จำเลยที่ 2 ใช้ให้นายโทนขับรถไปบรรทุกทราย นายโทนยังไม่ได้กลับไปยังที่ทำการของจำเลยที่ 1 หรือกลับไปยังจุดที่ส่งทรายแม้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่นายโทนออกนอกเส้นทางที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้ไปในทางการที่จ้างก็ยังถือว่านายโทนอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่การงานในทางการที่จ้าง

จำเลยทั้งสองที่เป็นนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้าง ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าซ่อมแซมและค่าขาดประโยชน์ของรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์สูงเกินกว่าความเป็นจริง ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์มีความเสียหายที่ด้านหน้าแสดงว่าเป็นการชนอย่างแรงย่อมกระทบกระเทือนไปยังกระบะบรรทุกได้ รายการซ่อมที่ปรากฏจึงเป็นการซ่อมแซมตามความเสียหายที่แท้จริง เมื่อพิจารณารายการอะไหล่ ประกอบกับบัญชีค่าใช้จ่ายเอกสารที่ระบุไว้ว่า ค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 369,309.19 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

ส่วนค่าขาดประโยชน์ปรากฏว่า โจทก์มีอาชีพค้าขายวัสดุก่อสร้างประเภทหิน ทราย โดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อคันขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 135,000 บาท ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษารวมค่ายกรถจำนวน 11,000 บาท เข้าไปให้แก่โจทก์ด้วย ทั้งที่ค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง ทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นไร้ผล และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไป ซึ่งเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ที่ขอบังคับนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง กรณีปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา และ 247

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 515,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระพงศ์ จิระภาค · วิรุฬห์ แสงเทียน · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดราชบุรี - นางแววมณี ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1233/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ279/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1244/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้