Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กำหนดระยะเวลา 30 วัน ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ ที่ให้แจ้งความจำนงขอเช่าต่อนั้น ไม่ใช่อายุความอันจะยกมาตรา 183 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาปรับเพื่อขยายระยะเวลาออกไปได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 มาตรา 17 ป.พ.พ. มาตรา 183

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมนางสาวหมิ่นหว่า แซ่ซุย เช่าเรือนของโจทก์มีกำหนด 10 ปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2497 จำเลยที่ 1, 2 อยู่ร่วมกับผู้เช่า วันที่ 17กันยายน 2500 นางสาวหมิ่นหว่าตาย สัญญาเช่าระงับไป จำเลยไม่ได้แจ้งแสดงความจำนงขอเช่าสืบแทนนางสาวหมิ่นหว่าไปยังโจทก์ภายใน 30 วัน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปก็ไม่ออก ทำให้โจทก์เสียหาย และปรากฏว่านายหว่อ แซ่จี๊ บิดาของจำเลยที่ 2 ก็เข้าไปอาศัยอยู่ในเรือนพิพาทด้วย ขอให้ขับไล่จำเลยกับบริวารและใช้ค่าเสียหายจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ประการหนึ่งว่า จำเลยที่ 1, 2 อยู่กับนางหมิ่นหว่า เมื่อนางหมิ่นหว่าตายไปแล้ว จำเลยก็ได้อาศัยอยู่กับทายาทของนางหมิ่นหว่า และทายาทของนางหมิ่นหว่าได้แสดงความจำนงจะอยู่ในบ้านที่เช่าต่อไปภายในกำหนด 30 วัน

นับแต่นางหมิ่นหว่าตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมขอถือเอาข้อต่อสู้นี้เป็นข้อต่อสู้ของตนด้วยเมื่อสืบพยานไปบ้างแล้ว โจทก์จำเลยแถลงรับกันว่า1. นางหมิ่นหว่าได้เช่าบ้านหลังพิพาทจากโจทก์โดยจดทะเบียนการเช่า2. นางหมิ่นหว่าตายเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 3. เด็กหญิงสุจิตราทายาทของนางหมิ่นหว่า โดยนายเหล็งในฐานะผู้ปกครองตามคำสั่งศาลได้มีหนังสือแสดงความจำนงขอเช่าต่อไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม2501 ฯลฯ 7. เด็กหญิงสุจิตราเป็นบุตรนางหมิ่นหว่า และอยู่ในบ้านหลังพิพาทกับนางหมิ่นหว่าตลอดมา ฯลฯเมื่อแถลงรับกันแล้ว โจทก์จำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยข้อเดียวว่าหนังสือแจ้งความจำนงขอเช่าอยู่ต่อไปของเด็กหญิงสุจริตรานั้น เป็นการแสดงความจำนงขอเช่าที่ถูกต้องใช้ได้ตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน

พ.ศ. 2489 ซึ่งจำเลยมีสิทธิจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ ถ้าใช้ได้ให้ศาลยกฟ้อง ถ้าใช้ไม่ได้ ให้พิพากษาขับไล่และใช้ค่าเสียหายศาลชั้นต้นเห็นว่า กำหนดเวลาแจ้งความจำนงภายใน 30 วันนับแต่วันที่ผู้เช่าตายตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันพ.ศ. 2489 มาตรา 17 นั้นจะขยายเวลาออกไปอีกไม่ได้ เพราะไม่ใช่อายุความ อีกประการหนึ่ง ผู้แจ้งความจำนงก็ไม่จำต้องเป็นทายาทของผู้เช่า และไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้วด้วยเพราะการแสดงความจำนงขอเช่าอยู่ต่อไปไม่ใช่เป็นการทำนิติกรรมสัญญาเช่า ที่นายเหล็งในฐานะผู้ปกครองเด็กหญิงสุจิตราทายาทของนางหมิ่นหว่าได้มีหนังสือแสดงความจำนงไปยังโจทก์เมื่อล่วงเลยเวลา 30 วันนับแต่วันที่นางหมิ่นหว่าตายนั้น จึงใช้ไม่ได้ และไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้ขับไล่จำเลย และให้ใช้ค่าเสียหายจำเลยอุทธรณ์ว่า การแสดงความจำนงขอเช่าเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งเด็กหญิงสุจิตราเป็นผู้เยาว์ จะแสดงความจำนงได้ทางเดียวโดยผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ปกครองเท่านั้น และกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ เป็นอายุความ ซึ่งกฎหมายได้ให้สิทธิแก่ผู้เยาว์ที่จะขยายออกไปได้อีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาทำนองเดียวกับชั้นอุทธรณ์ศาลฎีกาเห็นว่า กำหนดระยะเวลา 30 วัน ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ. 2489 ที่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดในครอบครัวของผู้เช่าซึ่งอาศัยอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าขณะผู้เช่าตาย ต้องแจ้งความจำนงเป็นหนังสือไปยังผู้ให้เช่านั้นมิใช่อายุความ จะยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 มาปรับกับข้อกำหนดนี้ไม่ได้ เมื่อยกมาปรับไม่ได้แล้ว ปัญหาที่ว่า การแจ้งแสดงความจำนง ฯ เป็นนิติกรรมหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะถึงอย่างไรกรณีก็ไม่เข้ามาตรา 183 อยู่นั่นเอง เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าแจ้งความจำนงเมื่อพ้น 30 วันแล้ว ก็เป็นการไม่ถูกต้อง ถือไม่ได้ว่าผู้แจ้งความจำนงเป็นผู้เช่าสืบแทนต่อไป จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เจน เวชศิลป์ · สอาด นาวีเจริญ · สวิง ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4995/2565

โจทก์ทราบเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าโจทก์จะเริ่มทำงานตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานจากเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการซึ่งเป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8691/2553

โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญามีความเข้าใจตรงกันและมีเจตนาที่แท้จริงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างกันว่า ถ้าการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นอันยกเลิก มิได้หมายความถึงว่าต้องให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2546

สัญญาจ้างว่าความระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ทั้งสองได้กำหนดข้อตกลงเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษโดยให้เป็นผลต่อเมื่อมีการถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่ลูกหนี้ที่ 1 เป็นโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9318/2544

ธุรกรรมของจำเลยที่เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปยื่นคำขอเปิดบัญชีเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว โดยการจะใช้จำนวนเงินสงเคราะห์ ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้ยื่นคำขอ ธุรกรรมดังกล่าวจึงเป็นการรับประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6446/2540

ตามบันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง ป. ผู้ขายกับจำเลย ผู้ซื้อระบุว่า จำเลยต้องการให้โจทก์เป็นนายหน้า หรือตัวแทนในการขายที่ดินให้กับบริษัทค. หากจำเลยขายให้กับทางบริษัทค.ได้ จำเลยสัญญาว่าจะจัด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้