Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 119/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้น จะเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินแปลงอื่นหาได้ไม่ทั้งกฎหมายก็หาได้กำหนดถึงการสิ้นสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไว้แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และบริวารจะได้ใช้ที่ดินของ บ. เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นที่ดินที่ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินของโจทก์ ตามมาตรา 1350 ดังกล่าวหมดไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจากที่ดินของจำเลยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7276 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7427 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว (บางคล้า) จังหวัดฉะเชิงเทรา เดิมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันของนายยก กับนางตุ๊ดหรือน้อย ต่อมาบุคคลทั้งสองแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงแล้วต่างยกให้บุตรคือนางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้เนื่องจากที่ดินของจำเลยขวางกั้นทางด้านทิศตะวันออก จำเลยและนายมงคลจึงตกลงให้โจทก์ทำถนนผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 3 เมตร ยาว 24 เมตร เพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2541 จำเลยปิดกั้นทางดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น

ลวดหนามที่ขึงขวางทางพิพาทและต้นไม้ที่ปลูกบนทางพิพาทออก กับปรับปรุงทางพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้เอง ห้ามจำเลยกับบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาท และให้จำเลยจดทะเบียนทางจำเป็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นของบิดามารดานางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ตามลำดับ ไม่ได้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ มารดาโจทก์ และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ใช้ที่ดินของนางบุญชูหรือชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตลอดมาต่อมาโจทก์และบริวารขออนุญาตจำเลยและสามีจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย ซึ่งโจทก์และบริวารสามารถออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของนางบุญชูได้อยู่แล้ว

โจทก์ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามและต้นไม้ออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมีทางออกสู่ทางสาธาณะ ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปิดทางพิพาท โจทก์และบริวารจึงไม่สามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าโจทก์และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีการแบ่งแยกที่ดินกันแล้ว โดยโจทก์และบริวารใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ สิทธเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 จึงหมดไปแล้ว

โจทก์ชอบที่จะไปเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของนางบุญชูเท่านั้น โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของจำเลยได้ไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้นจะเรียกร้องเอาทางเดินผ่านตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ไว้แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และบริวารจะได้ใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะดังจำเลยอ้าง ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามมาตรา 1350 ดังกล่าวหมดไปไม่ โจทก์จึงมีสินธิเรียกร้องเอาทางพิพาทเป็นทางจำเป็นที่ดินของจำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่นออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดิเรก อิงคนินันท์ · ธนฤกษ์ นิติเศรณี · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้