เนื้อความคำพิพากษา
ได้ความว่า โจทก์เกิดในประเทศไทย มีบิดาเป็นคนต่างด้าวและโจทก์ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวโจทก์เล่นการพนันสลากกินรวบจำเลยจึงสั่งเนรเทศโจทก์โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไทยและให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศจำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2496 โจทก์ขาดจากสัญชาติไทยแล้ว คำสั่งเนรเทศเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยที่ 2 ตาย โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอนุญาตศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกามีว่าตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2496 มาตรา 16 ทวิ โจทก์ขาดจากสัญชาติไทยไปแล้วในขณะที่จำเลยมีคำสั่งเนรเทศโจทก์
แม้ต่อมาจะได้มีพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 16 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2495 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2496 เสียแล้วก็ดี ก็หาทำให้คำสั่งเนรเทศโจทก์กลายเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ไม่เพราะคำสั่งเดิมที่ให้เนรเทศโจทก์นั้น เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และพระราชบัญญัติสัญชาติที่ให้ยกเลิกฉบับหลังนี้ไม่มีบัญญัติพิเศษอะไรให้มีผลย้อนหลังอันจะกระทบกระเทือนถึงคำสั่งที่ให้เนรเทศโจทก์นั้น ทั้งโจทก์ก็เพิ่งฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มีนาคมพ.ศ. 2499 ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันที่พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2499 มาตรา 7 ใช้บังคับ
ฉะนั้น ศาลจะเพิกถอนคำสั่งเนรเทศตามที่โจทก์ขอไม่ได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไทยนั้น ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนที่ได้มีพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 ใช้บังคับ ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังคงเป็นบุคคลขาดสัญชาติไทยอยู่ แม้ว่าบัดนี้ได้มีพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 มาตรา 7 ใช้บังคับแล้วก็ดี ปัญหาที่ว่าโจทก์จะได้สัญชาติไทยกลับคืนมาหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ซึ่งโจทก์ฟ้องเพื่อขอให้ถอนคำสั่งเนรเทศ