คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องปัญหาวินิจฉัยมีว่า การที่โจทก์ขายที่ดินไปนั้นต้องเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่าที่ดินที่โจทก์ขายไปนั้น เดิมนายเข่งสามีโจทก์กับนายปัญญา บูรพาชีพได้ร่วมกันซื้อมาเพื่อจัดสรรขายให้แก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการซื้อมาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ครั้นเมื่อนายเข่งสามีโจทก์ถึงแก่ความตายและโจทก์จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินทั้ง 53 แปลงมาแล้ว โจทก์ก็ได้ดำเนินการขายที่ดินนั้นต่อไปตามเจตนาเดิมของเจ้ามรดก ทั้งโจทก์ก็ได้จดทะเบียนการค้าประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์ไว้ด้วยการขายที่ดินของโจทก์ดังกล่าวนั้นจึงฟังได้ว่าเป็นการขายไปในทางการค้าหากำไรเข้าลักษณะเป็นผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 11.ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวด 4 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรต้องเสียภาษีการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้าดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าเพียงแต่จัดการขายที่ดินไปเพื่อจะแบ่งเงินให้แก่ทายาท และที่จดทะเบียนการค้าไว้ก็โดยความสำคัญผิดไม่มีเจตนาที่จะทำการค้าหรือหากำไรนั้น
ไม่มีเหตุผลที่จะให้รับฟังส่วนโจทก์จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 42(9) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ว่า"เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้(1) .........................(9) การขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก หรือการขายทรัพย์สินซึ่งทรัพย์สินนั้นได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร..." ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วในตอนต้นว่า นายเข่งสามีโจทก์ซื้อที่ดินเหล่านี้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ครั้นเมื่อสามีโจทก์ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการขายที่ดินนั้นไปในทางการค้าหากำไรตามเจตนาเดิมของเจ้ามรดก ซึ่งในการขายทรัพย์ของโจทก์เช่นนี้ต้องถือว่าเป็นการขายทรัพย์สินที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร
หาใช่เป็นการขายทรัพย์สินอันเป็นมรดกตามความหมายของมาตรา 42(9) นั้นไม่โจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(9) ต้องนำเงินได้จากการขายที่ดินนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนภาษีการค้าและภาษีเงินได้ที่ชำระไปแล้ว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.