Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้นำรถยนต์ของจำเลยไปทำการชักลากบรรทุกไม้ของโจทก์จำเลยได้รับเครื่องอะไหล่รถยนต์และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ จากโจทก์ และจากบุคคลอื่นซึ่งโจทก์รับชำระราคาแทน และยังได้รับเงินสดจากโจทก์อีกด้วย โดยตกลงให้คิดหักกับสินจ้างที่จำเลยจะได้รับระหว่างอายุสัญญา มีฝนตกชุกจนจำเลยไม่สามารถนำรถยนต์ออกทำการชักลากไม้ได้ตามปกติ จำเลยจึงนำรถยนต์เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมก่อนโจทก์ได้ไปแจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของโจทก์แล้วพนักงานสอบสวนควบคุมตัวจำเลยและกักรถยนต์ของจำเลยไว้ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยึดรถยนต์ของจำเลยไว้ก่อนมีคำพิพากษาโดยไม่ได้ความว่าโจทก์กลั่นแกล้งจำเลย การที่โจทก์แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนนั้น กรณีมีเค้ามูลและเหตุผลที่จะทำให้โจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยทำผิดตามข้อความที่ไปแจ้งความไว้ เพราะเป็นกรณีอยู่ในระหว่างที่จำเลยปฏิบัติตามสัญญายังไม่แล้วเสร็จ ก็นำรถยนต์และสิ่งของไปเสีย ดังนี้ จะถือว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยหาได้ไม่ การที่พนักงานสอบสวนปฏิบัติการควบคุมตัวจำเลยและกักรถยนต์ของจำเลยไว้ ก็เป็นเรื่องอยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของพนักงานสอบสวนโดยเฉพาะ ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำการยึดรถยนต์ของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษานั้น ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิทางศาล โดยมีเหตุผลในการขอให้คุ้มครองสิทธิของโจทก์ จำเลยมิได้พิสูจน์ให้ปรากฏว่าศาลได้สั่งการเช่นนั้นโดยศาลมีความเห็นหลงไปโดยความผิดหรือเลินเล่อของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 263 โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้นำรถยนต์ของจำเลยไปทำการชักลากบรรทุกไม้ของโจทก์ โดยคิดค่าจ้างให้ตามจำนวนไม้ที่ชักลากบรรทุกได้ ในวันทำสัญญา โจทก์ตกลงจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าอะไหล่ ๑๑๐,๐๐๐ บาท กับเงินสดอีก ๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะนำรถยนต์ไปถึงโรงเลื่อยของโจทก์อย่างช้าวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๐๘ และจะทำการชักลากไม้ตลอดฤดูการชักลาก คือ ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๘ ตั้งแต่ทำสัญญาแล้วจำเลยทั้งสองได้รับเครื่องอะไหล่และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ กับเงินสดรวมเป็นเงิน ๓๗๔,๓๙๘.๔๖ บาท จำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะชักลากบรรทุกไม้เพื่อให้ได้ค่าจ้างมาคิดหักกับราคาสิ่งของและเงินสดที่ได้รับไป ต่อมาจำเลยได้ชักลากไม้ให้โจทก์คิดเป็นสินจ้าง ๑๒๙,๖๘๔.๙๐ บาท และจำเลยได้คืนสิ่งของที่เอาไปคิดเป็นเงิน ๑๖,๐๘๙.๒๕ บาท แล้วจำเลยผิดสัญญาไม่ยอมทำงานให้โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และให้จำเลยทั้งสองคืนราคาสิ่งของและเงินสดที่รับไปในส่วนที่เกินค่าจ้างให้โจทก์เป็นเงิน ๒๒๘,๖๒๔.๓๑ บาท จำเลยบ่ายเบี่ยงขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยได้นำรถยนต์ไปทำงานตามสัญญา หากโจทก์ไม่ผิดสัญญาแล้ว จำเลยจะมีรายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเดือนละ ๑๘๐,๐๐๐ บาท โจทก์ผิดสัญญาทำให้จำเลยเสียหาย ๒ เดือน เป็นเงิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยทำงานได้เงิน ๑๒๙,๖๘๔ บาท จึงยังคงเสียหายอยู่อีก ๒๓๐,๓๑๕.๑๐ บาท และเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๐๘ ฝนตกหนักจำเลยทำงานไม่ได้ ได้แจ้งให้โจทก์จัดการทำทางและสะพานข้ามห้วยและจะขอกลับภูมิลำเนาเดิมชั่วคราว จะกลับมาทำใหม่ภายในต้นปี ๒๕๐๙ถ้าไม่มาก็ขอให้เป็นไปตามสัญญา คือ จำเลยจะต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์ภายในเดือนมีนาคม ๒๕๐๙ โจทก์ยอมตกลง แต่กลับไปแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่า

จำเลยกับพวกยักยอกนำของหลบหนี พนักงานสอบสวนจึงกักตัวจำเลยและรถยนต์ไว้รวม ๙ วัน ทำให้จำเลยเสียหายคิดเป็นเงิน ๕๔,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้ยื่นคำร้องเท็จ ทำให้ศาลหลงเชื่อยึดรถยนต์ของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ทำให้จำเลยขาดประโยชน์เดือนละ ๑๘๐,๐๐๐บาท กับต้องเสียค่าพาหนะเพราะใช้รถไม่ได้ เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท รวมความเสียหาย ๒๘๔,๓๑๕.๑๐ บาท จำเลยรับมัดจำมาแล้ว ๑๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อหักกันแล้ว โจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลย ๑๓๔,๓๑๕.๑๐ บาทกับค่าเสียหายรายเดือน ๆ ละ ๑๘๑,๐๐๐ บาท จึงฟ้องแย้งเรียกเงินจำนวนนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญา เดือนเมษายน ๒๕๐๘ ไม่มีฝนตกหนัก จำเลยไม่เคยแจ้งว่าจะขอกลับภูมิลำเนาชั่วคราวแต่ได้ลอบนำรถยนต์หลบหนีไป จนโจทก์ต้องบอกเลิกสัญญาและแจ้งต่อพนักงานสอบสวน โจทก์ไม่ได้กลั่นแกล้งจำเลย ค่าเสียหาย ๕๔,๐๐๐ บาท เป็นการกล่าวลอย ๆ เคลือบคลุม การที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งยึดรถยนต์ชั่วคราวก่อนพิพากษา เป็นการใช้สิทธิโดยชอบ ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งจำเลย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๐๘ มีฝนตกหนักจริงทางและสะพานข้ามห้วยใช้มานานแล้วย่อมชำรุดทรุดโทรม จำเลยไม่สามารถทำงานได้ จึงได้นำรถกลับ และสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยก็ระบุว่า ในระหว่างเวลาการทำงานตามสัญญา โจทก์จะต้องยอมให้จำเลยนำรถยนต์กลับภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดสุพรรณบุรีได้ ในกรณีที่มีฝนตกหนัก และมีข้อสัญญาต่อกันด้วยว่า เมื่อจำเลยนำรถยนต์กลับไป หากมีหนี้สินค้างอยู่ โจทก์จะต้องไปคิดหักหนี้สินกันในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ แต่ถ้าจำเลยไม่ไปทำงานในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืน แต่ต้องยอมให้จำเลยคืนได้ภายในเดือนมีนาคม ๒๕๐๙ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยนำรถยนต์กลับไปได้ โจทก์ก็ต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาดังกล่าว

โจทก์หามีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้และคืนเงินแก่โจทก์ก่อน หรือเลิกสัญญาได้ไม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงการผิดสัญญาข้ออื่น และความเสียหายของโจทก์ ข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ผิดสัญญานั้น จำเลยไม่ได้อ้างเหตุอื่นนอกจากความจำเป็นในเรื่องฝนตกหนักทำงานไม่ได้ ทั้งจำเลยก็ไม่ได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ แต่ได้ตกลงกับโจทก์ว่าจะกลับไปทำงานในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ อีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องโจทก์ผิดสัญญา และขณะที่จำเลยฟ้องแย้งนั้น จำเลยยังมีหน้าที่จะต้องนำรถยนต์ไปทำงานในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ตามสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิจะเลิกสัญญาและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหาย ข้อที่จำเลยฎีกาว่าได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยยักยอกถูกควบคุมตัวและกักรถยนต์ของจำเลยไว้ กับความเสียหายที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์ไว้ก่อนพิพากษานั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์กลั่นแกล้งจำเลย การที่โจทก์แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนนั้น กรณีมีเค้ามูลและเหตุผลที่ทำให้โจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยทำผิดตามข้อความที่แจ้งเพราะระหว่างที่จำเลยปฏิบัติตามสัญญายังไม่แล้วเสร็จ ก็นำรถยนต์และสิ่งของไปเสียจะถือว่าโจทก์ทำละเมิดหาได้ไม่ การที่พนักงานสอบสวนปฏิบัติการควบคุมตัวจำเลยและกักรถยนต์ของจำเลยไว้ ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของพนักงานสอบสวนโดยเฉพาะ และการที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ยึดรถยนต์ของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิทางศาล โดยมีเหตุผลที่จะขอให้คุ้มครองสิทธิของโจทก์ จำเลยไม่ได้พิสูจน์ว่าศาลสั่งไปโดยมีความเห็นหลงไปโดยความผิดหรือเลินเล่อของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๓ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุข หงสไกร · ดวง ดีวาจิน · สุมิตร ฟักทองพรรณ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายสมประสงค์ พานิชอัตรา
ศาลอุทธรณ์ - นายสมชัย ทรัพยวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3319/2542

ฟ้องแย้งของจำเลยสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ใช้สิทธิตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ.ในเรื่องวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีข้อกำหนดให้ผู้ขอใช้วิธีการชั่วคราวซึ่งใช้สิทธิโดยมิชอบต้องรับผิดชดใช้ค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1797/2539

การที่โจทก์ทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนพิพาทไม่ยอมให้จำเลยเข้าออกเว้นแต่จะยอมเสียค่าตอบแทนแก่โจทก์ย่อมทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าถูกโจทก์โต้แย้งสิทธิดังนั้นที่จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นขอให้เปิดถนนพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1714/2539

โจทก์ฟ้องว่าการที่คณะกรรมการของจำเลยที่ 2 มีมติให้โจทก์เป็นผู้ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นทนายความและจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนทนายความเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ดังนั้นเมื่อยั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2500

ถ้าตามพฤติการณ์ที่ปรากฎทำให้วิญญูชนธรรมดาเข้าใจว่าทรัพย์ที่จะนำยึดเป็นของลูกหนี้ แม้เป็นการยึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษา หากความปรากฏภายหลังว่าแท้ที่จริงนั้นทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นของบุคคลอื่น เมื่อศาลสั่งปล่อยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้