Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1225/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ใบมอบอำนาจระบุว่ามอบอำนาจให้ ช.ทวงถามเงินกู้จากจ.และย. แต่งตั้งทนายฟ้องร้องคดีจนถึงที่สุด ดังนี้เป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการอันเดียว มอบครั้งเดียว มอบให้กระทำการครั้งเดียว เมื่อปิดอากรแสตมป์ 5 บาท ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้การปิดแสตมป์ในตราสารเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติว่าต้องปิดก่อนหรือระหว่างการนำสืบตามสัญญาได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระตามกำหนด ก็ตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้จึงชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้นไม่จำต้องฟ้องลูกหนี้ก่อน และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อน ทั้งผู้ค้ำประกันยังเบิกความว่าไม่ทราบว่าลูกหนี้อยู่ที่ไหนจะมีเงินพอชำระหนี้ได้หรือไม่ ดังนี้ ผู้ค้ำประกันไม่อาจจะอ้างได้ว่าเจ้าหนี้ต้องฟ้องลูกหนี้ก่อนจึงจะฟ้องตนได้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เงิน ลูกหนี้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีตามกฎหมาย และเมื่อจำเลยค้ำประกันโดยมิได้จำกัดจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดการค้ำประกันนี้จึงคุ้มถึงดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ค้างชำระด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าหนี้จะมีหลักฐานในการทวงถามจำเลยหรือไม่ จะพอฟังว่าได้ทวงถามแล้วหรือไม่ก็ตามโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยโดยระบุเงินต้นอัตราระยะเวลาและจำนวนรวมมาด้วย แต่จำนวนที่ขอมานั้นต่ำกว่าจำนวนที่ควรจะคำนวณได้ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่โจทก์ขอ แต่จำกัดไว้ด้วยว่าไม่เกินจำนวนที่โจทก์ระบุขอมา (เจ้าหนี้ฟ้องผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ตามสัญญาที่ลูกหนี้ทำไว้แก่เจ้าหนี้ โดยมิได้ฟ้องลูกหนี้ด้วย ไม่ว่าเจ้าหนี้จะได้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้นั้นก่อนฟ้องหรือไม่ก็ตาม ผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดเพื่อใช้ค่าฤชาธรรมเนียมความที่ตนถูกเจ้าหนี้ฟ้องนั้น)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายจือซิงยืมเงินโจทก์ไปรวม 10,000 บาทแล้วต่อมาทำหนังสือขอผ่อนชำระครั้งละ 1,000 บาททุกเดือนนายป๋อจั๊ว นายย่งกี่ และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันแต่นายจือซิงไม่ชำระตามข้อตกลง โจทก์ทวงนายจือซิงและจำเลย จำเลยเพิกเฉย นายจือซิงย้ายไปไหนไม่ทราบ ขอให้บังคับจำเลยใช้ต้นเงิน 10,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 ถึงวันฟ้อง 2 ปี 2 เดือน เป็นเงิน 2,272 บาท 50 สตางค์ และนับแต่วันฟ้องจนใช้เสร็จจำเลยให้การต่อสู้คดีอ้างเหตุหลายประการศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 10,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2503 (วันฟ้อง) จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายแทนโจทก์ด้วยโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 7ครึ่งต่อปี

นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 เป็นต้นไป และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังว่าโจทก์กับนายจือซิงได้ทำสัญญากันตามคำแปลท้ายฟ้อง(สัญญาผ่อนชำระหนี้) จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารนั้นในฐานเป็นผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ในเมื่อนายจือซิงไม่ชำระหนี้นั้น แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า1. ใบมอบอำนาจท้ายฟ้องระบุว่า มอบอำนาจให้นายชอบทวงถามเงินกู้นายจือซิงและนางยุกผิ่น แต่งตั้งทนายฟ้องร้องคดีจนถึงที่สุดแสดงว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการอันเดียว กล่าวคือการเอาเงินใช้คืนจากผู้มีชื่อ ไม่ว่าจะได้ง่ายหรือยากเพียงทวงถามหรือต้องฟ้องร้อง อุทธรณ์ฎีกาต้องยึดทรัพย์หรือไม่

มิใช่มอบอำนาจให้กระทำการหลายอัน ใบมอบอำนาจท้ายฟ้องจึงชื่อว่าเป็นการมอบอำนาจเฉพาะอย่าง มอบอำนาจครั้งเดียว มอบให้กระทำการครั้งเดียวตามกฎหมาย มิใช่เป็นการมอบอำนาจทั่วไป หรือมอบหลายครั้ง หรือให้กระทำการหลายครั้ง เมื่อปิดอากรแสตมป์ 5 บาท จึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้2. เอกสาร จ.1 (สัญญาผ่อนชำระหนี้ที่จำเลยค้ำประกัน) เมื่อเจ้าพนักงานสรรพากรปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ประมวลรัษฎากรก็มิได้ห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง มิได้บัญญัติว่าต้องปิดอากรแสตมป์ก่อนหรือระหว่างการนำเข้าสืบจึงจะใช้ได้โจทก์จึงอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้3. นายจือซิงมิได้ชำระเงินให้โจทก์ตามเอกสาร จ.1 เลย และเมื่อได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่นายจือซิงมิได้ชำระตามกำหนด

นายจือซิงจึงตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อนายจือซิงลูกหนี้ผิดนัด โจทก์จึงชอบที่จะเรียกให้จำเลยผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้นหาจำต้องฟ้องลูกหนี้ก่อนไม่ และนอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อน แต่จำเลยกลับว่าไม่ทราบว่านายจือซิงอยู่ที่ไหน จะมีเงินพอชำระหนี้ได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องฟ้องนายจือซิงก่อนจึงจะฟ้องผู้ค้ำประกันได้นั้นจึงฟังไม่ขึ้น4. เมื่อนายจือซิงผิดนัดชำระหนี้เงิน นายจือซิงก็ต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีตามกฎหมาย และเมื่อจำเลยค้ำประกันโดยมิได้จำกัดจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดการค้ำประกันของจำเลยจึงคุ้มถึงดอกเบี้ยซึ่งนายจือซิงค้างชำระด้วยดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะมีหลักฐานในการทวงถามจำเลยหรือไม่ จะพอฟังว่าได้ทวงถามจำเลยแล้วหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็รับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างด้วยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นเกินคำขอ (เพราะระยะเวลานับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 ถึงวันฟ้องนั้น โจทก์ขอไว้เพียง 2,272.50 บาท ซึ่งที่ถูกน่าจะคำนวณได้มากกว่านั้น)

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เฉพาะดอกเบี้ย ให้จำเลยใช้ในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 ถึงวันฟ้อง แต่ไม่เกิน 2,272.50 บาท และนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 250 บาทแทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พร สุขารมณ์ · ประมูล สุวรรณศร · ยง เหลืองรังษี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1988/2537

จำเลยที่ 1 ได้รับทุนการศึกษาภายใต้แผนโคลัมโบ ซึ่งเป็นทุนที่รัฐบาลออสเตรเลียมอบให้แก่รัฐบาลไทยเพื่อคัดเลือกบุคคลไปศึกษา รัฐบาลไทยจึงมีส่วนได้เสียในทุนดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยมีอำนาจหน้าที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3347/2529

ปัญหาว่า โจทก์ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้จำเลยที่ 1 ทำให้ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 แม้สัญญาค้ำประกันจะมีข้อความให้ถือว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นยินยอมด้วยใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567

สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8951/2561

โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันมีความผูกพันในอันจะต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อจำเลยไม่ชำระ และโจทก์ได้เข้าชำระหนี้นั้นแล้ว โจทก์จึงย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยรวมถึงเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4298/2561

จำเลยที่ 3 ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันไว้ท้ายสัญญาและเขียนกำกับไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนว่าใช้สำหรับประกันถมดินเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้