คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสองสำนวนนี้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6 จัตวา, 14 (2) จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) จำคุก 9 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การเป็นผลร้ายต่อตนเองสอดรับกับคำให้การของนายเฉลิมตามบันทึกคำให้การของนายเฉลิมในชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญ สมเหตุสมผล ไม่มีพิรุธ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าถูกขู่เข็ญบังคับ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาสภาพลักษณะ