Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1229/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก 146,400 บาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่เกิน 200,000 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองเพิ่มเงินค่าทดแทนโดยปราศจากพยานหลักฐานในเรื่องราคาที่ดินของโจทก์ จึงไม่ถูกต้องเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯวินิจฉัยเพิ่มให้เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมชอบด้วยกฎหมายตามความหมายของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้วนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง กรมทางหลวงจำเลยที่ 2 เป็นกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ก่อสร้างและดูแลทางหลวงแผ่นดิน การสร้างทางหลวงแผ่นดินเป็นงานราชการภายใต้การบริหารของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอธิบดีกรมทางหลวงเป็นผู้สั่งการและรับผิดชอบ โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน ดังนั้น การใดที่อธิบดีกรมทางหลวงกระทำไปในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนย่อมเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และการดำเนินการเพื่อการเวนคืนที่ดินของโจทก์อยู่ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อโจทก์ยังไม่พอใจเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนไม่เต็มตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกได้ คำว่า วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม หมายถึงวันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนให้แก่กันในครั้งแรกซึ่งผ่านไปก่อนการฟ้องคดีแล้ว มิใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อโจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2538 แต่โจทก์ไม่ไปรับ ฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ต้องนำเงินไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสองประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายจำเลยต้องนำเงินไปวางในวันถัดจากวันที่24 กุมภาพันธ์ 2538 คือ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 248 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 10 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 28 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นกระทรวง จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรมในสังกัดของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1214 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 183 ตารางวาต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ - คลองพรวน ตอนอำเภอชะอำ - อำเภอปราณบุรี พ.ศ. 2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2536 โดยกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาและให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน จากการออกพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งแปลง

จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 73,200 บาท คิดเป็นตารางวาละ 400 บาท โจทก์เห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินตามที่จำเลยที่ 2 แจ้งมานั้นต่ำกว่าความเป็นจริงไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2538 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินต่อจากจำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์โดยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้เพิ่มขึ้นอีกเป็นตารางวาละ 600 บาท แต่ก็ยังต่ำกว่าความเป็นจริงเนื่องจากที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับถนนเพชรเกษมและอยู่ในย่านพาณิชยกรรม ขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับนั้นที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 3,200 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 183 ตารางวา

คิดเป็นเงิน 585,600 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินแล้วจำนวน 109,800 บาท จำเลยทั้งสองต้องชำระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก 475,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2532 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 60,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 536,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินจากต้นเงินดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยทั้งสองไม่ใช่ผู้มีอำนาจกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 400 บาท และต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ พิจารณาเพิ่มให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 200 บาท เท่ากับโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 600 บาท ซึ่งเหมาะสมเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดนัดในการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์จำนวน 146,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงิน 146,400 บาท

นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1214 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 183 ตารางวา ซึ่งทั้งแปลงอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ - คลองพรวน ตอนอำเภอชะอำ -อำเภอปราณบุรี พ.ศ. 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 400 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเพิ่งเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 600 บาท โจทก์ได้รับเงินที่เพิ่มให้ไปแล้ว แต่เห็นว่ายังต่ำไปจึงฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้อีกเป็นตารางวาละ 1,400 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ กำหนดอีกตารางวาละ 800 บาท เนื้อที่ 183 ตารางวา เป็นเงินที่เพิ่มขึ้น 146,400 บาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ กำหนดไว้แล้ว ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เกิน 200,000 บาท และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยปราศจากพยานหลักฐานในเรื่องราคาที่ดินของโจทก์ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ จึงไม่ถูกต้อง

เงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเพิ่มให้เป็นตารางวาละ 600 บาท เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมชอบด้วยกฎหมายตามความหมายของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้วนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่วินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นหน่วยงานของรัฐแต่ก็ไม่ใช่ผู้ทำการเวนคืนที่ดินของโจทก์และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งสิทธิในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรมในสังกัดของจำเลยที่ 1มีอำนาจหน้าที่ก่อสร้างและดูแลทางหลวงแผ่นดินตามงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับการจัดสรร การสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ - คลองพรวน ตอนอำเภอชะอำ - อำเภอปราณบุรี ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่เวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ - คลองพรวน ตอนอำเภอชะอำ - อำเภอปราณบุรี พ.ศ. 2536 เป็นงานราชการภายใต้การบริหารของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอธิบดีกรมทางหลวงเป็นผู้สั่งการและรับผิดชอบ โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน

ดังนั้น การใดที่อธิบดีกรมทางหลวงกระทำไปในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนย่อมหมายถึงเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และการดำเนินการเพื่อการเวนคืนที่ดินของโจทก์อยู่ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วยเมื่อโจทก์ยังไม่พอใจเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนไม่เต็มตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกได้

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2538 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่... ศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นในส่วนที่ศาลวินิจฉัยให้เพิ่มดังกล่าวต้องหมายถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น

เห็นว่า ที่กฎหมายใช้คำว่า วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนในมาตรา 26 วรรคสาม นั้นหมายถึงวันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนให้แก่กันในครั้งแรกซึ่งผ่านมาแล้วมิใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา กรณีของโจทก์นี้ปรากฏว่า โจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2538 ตามเอกสารหมาย ล.6 แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในเวลาที่จำเลยที่ 2 กำหนด ฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ต้องนำเงินทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของโจทก์โดยพลัน ตามมาตรา 28 วรรคสอง

ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายจำเลยต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินไปวางในวันถัดจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2538คือ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2538 นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองอยู่แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อภิชาต สุขัคคานนท์ · วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 732/2553

จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปรับเงินดังกล่าว ฝ่ายจำเลยจึงนำเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองไปฝากธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9883/2552

เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 669/2551

เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2545

อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงย่อมจะต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้สร้าง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1421/2544

โจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และโจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 11 สิงหาคม 2538 ตามที่ฝ่ายจำเลยมี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้