Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อาคารพาณิชย์ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น สภาพแข็งแรงรวม 9 ห้อง แต่ละห้องปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดแยกออกแต่ละแปลง เนื้อที่แปลงละ 15 5/10 ตารางวา ส่วนอาคารพิพาทเป็นอาคารชั้นเดียว ปลูกอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 130322 เนื้อที่ 15 5/10 ตารางวา เนื้อที่เท่ากับที่ดินปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ สภาพอาคารพิพาทมีเพียงโครงหลังคาเหล็กที่ติดกับผนังอาคารพาณิชย์เท่านั้น ส่วนที่เป็นอาคารพิพาทไม่ได้ก่อประโยชน์แก่อาคารพาณิชย์ ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงต่อเติม เพิ่ม หรือลดโครงสร้างอาคารพาณิชย์หรือส่วนอื่น ๆ ของอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม สภาพอาคารพิพาทเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นแยกต่างหากจากอาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์ของอาคารพิพาทเอง ถือว่าเป็นการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมด หาใช่การดัดแปลงอาคารไม่ ความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดส่วนตัว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยชอบจนเสร็จ การสอบสวนถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 2 ป.วิ.อ. มาตรา 120 ป.วิ.อ. มาตรา 121 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 65 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 69

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2576/2543 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65, 69, 70 และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 2576/2543 ของศาลชั้นต้น และปรับจำเลยเป็นรายวันจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 69 ให้ปรับ 20,000 บาท และให้ปรับจำเลยเป็นรายวันอีกวันละ 500 บาท นับแต่วันฝ่าฝืนจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ส่วนคำขอให้นับโทษต่อนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษเพียงสำนวนเดียวจึงไม่มีโทษที่จะนำมานับต่อได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมและพักอาศัยชนิดตึกแถว 4 ชั้น จำนวน 9 ห้อง บนโฉนดที่ดินเลขที่ 130323 ถึง 130331 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จากเจ้าพนักงานท้องถิ่นกรุงเทพมหานครถูกต้อง และมีการก่อสร้างอาคารชั้นเดียว มีโครงหลังคาทำด้วยโครงเหล็ก ตัวโครงหลังคาด้านหนึ่งยึดติดกับอาคารที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอีกด้านหนึ่งยึดติดกับกำแพงรั้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายกิตติพงษ์ นายช่างโยธา 5 ฝ่ายโยธาสำนักงานเขตบางกะปิ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2539 มีผู้ร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตบางกะปิว่า จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่เว้นที่ว่างระหว่างอาคารและสร้างอาคารชิดแนวเขต พยานจึงไปตรวจสอบพบว่ามีอาคารชั้นเดียวโครงหลังคาเหล็ก หลังคาด้านหนึ่งยึดติดกับตัวอาคารที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง ส่วนอีกข้างหนึ่งยึดติดกำแพงรั้วคอนกรีตปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 130322 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่เห็นได้ว่าอาคารดังกล่าวปลูกอยู่บนที่ดินของจำเลยในลักษณะปลูกสร้างเต็มเนื้อที่

โครงสร้างหลังคาเป็นโครงเหล็ก ด้านหนึ่งยึดติดกับตัวอาคารพาณิชย์ของจำเลย เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายเห็นได้ชัดว่าการก่อสร้างอาคารดังกล่าวมีสภาพแข็งแรงมั่นคงด้านที่ติดกับกำแพงรั้วใช้อิฐบล็อกเป็นช่องลมระบายอากาศ มีรางน้ำฝนยาวตลอดแนว ด้านหน้ามีประตูเปิดปิดอย่างแน่นหนา ไม่มีสภาพเป็นที่เก็บวัสดุก่อสร้างของผู้รับเหมาแต่อย่างใด ทั้งเมื่อมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์เสร็จแล้ว หากเป็นที่เก็บวัสดุก่อสร้างดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่ผู้รับเหมาก่อสร้างจะไม่รื้อถอนออกไป จำเลยไม่ได้นำผู้รับเหมาก่อสร้างมาเบิกความสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินการสร้างอาคารโครงเหล็กชั้นเดียวเพื่อประโยชน์ใช้สอยของจำเลยเอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามความหมายของ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หรือไม่ เห็นว่า ตาม พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ให้คำนิยามคำว่า ก่อสร้าง หมายความว่า สร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างขึ้นแทนของเดิมหรือไม่ และคำว่าดัดแปลง หมายความว่า เปลี่ยนแปลงต่อเติม เพิ่ม ลดหรือขยายซึ่งลักษณะ ขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง ในข้อนี้เห็นว่า อาคารพาณิชย์ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น

สภาพแข็งแรง รวม 9 ห้อง แต่ละห้องปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดแยกออกแต่ละแปลง เนื้อที่แปลงละ 15 5/10 ตารางวา ส่วนอาคารพิพาทเป็นอาคารชั้นเดียวปลูกอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 130322 เนื้อที่ 15 5/10 ตารางวา เนื้อที่เท่ากับที่ดินปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ สภาพอาคารพิพาทมีเพียงโครงหลังคาเหล็กที่ติดกับผนังอาคารพาณิชย์เท่านั้น ส่วนที่เป็นอาคารพิพาทไม่ได้ก่อประโยชน์แก่อาคารพาณิชย์ ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงต่อเติม เพื่อหรือลดโครงสร้างอาคารพาณิชย์หรือส่วนอื่น ๆ ของอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม สภาพอาคารพิพาทเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นแยกต่างหากจากอาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์ของอาคารพิพาทเอง ถือว่าเป็นการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมดหาใช่การดัดแปลงอาคารดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ จึงไม่อาจนำกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2528) ออกตามความใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กรณีไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารมาใช้บังคับแก่การก่อสร้างอาคารพิพาทได้จึงต้องฟังว่า จำเลยก่อสร้างอาคารพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดส่วนตัวพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยชอบจนเสร็จ การสอบสวนถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นชอบของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม เสนามนตรี · สดศรี สัตยธรรม · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายประสิทธิ์ ดวงตะวงษ์
ศาลอุทธรณ์ - นางคำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8243/2544

พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 65 วรรคสองและมาตรา 67 วรรคสอง บัญญัติโทษของผู้ฝ่าฝืนโดยให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2535

จำเลยปลูกสร้างอาคารผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ เป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้วกรรมหนึ่ง เมื่อใบอนุญาตหมดอายุแล้วจำเลยไม่ต่อใบอนุญาตก่อสร้างแต่ยังคงก่อสร้างต่อไปอีกย่อมเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4560/2558

แม้ในเบื้องต้นโจทก์ร่วมที่ 1 ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แต่หลังจากนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนพร้อมกับร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15791/2553

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่ามีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6644/2549

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.อ. มาตรา 333 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากสำเนารายงานประจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้