คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนทำลายนิติกรรมการซื้อขายตึกระหว่างจำเลยทั้ง 3 ให้จำเลยที่ 1-2 โอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของโจทก์ ถ้าโอนไม่ได้ให้ใช้เงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1-2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ขายตึกให้จำเลยที่ 3 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะขายตึกแถวพิพาทให้โจทก์ครั้งหนึ่ง เพื่อเจตนาลวงเอาเปรียบผู้อื่น จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาอันแท้จริงจะซื้อขายตามสัญญาจำเลยได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว และตัดฟ้องว่าคดีขาดอายุความจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1-2 ได้ฟ้องขับไล่จำเลยในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 1-2 ได้เสนอขายตึกพิพาทแก่คนหลายคนเพื่อหาทางขับไล่จำเลยที่ 3 ๆ กลัวในที่สุดจำเลยที่ 3 รับซื้อตึกพิพาทเสียเมื่อสืบพยานจำเลยที่ 1-2 แล้ว โจทก์แถลงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ๆไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 50,000 บาท และดอกเบี้ยนับตั้งแต่ 25 ก.ย. 91โจทก์จำเลยอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่ 26 ม.ค. 90จำเลยที่ 1-2 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า เรื่องอำนาจฟ้องนั้น ถึงแม้ว่าโจทก์จะเอาเงินของคนอื่นมาซื้อแต่สัญญาจะซื้อขายมีชื่อโจทก์เป็นคู่สัญญาโจทก์ก็ย่อมมีอำนาจการที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 โดยไม่แจ้งให้จำเลยที่ 1-2 ทราบนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าคำขอท้ายฟ้องของให้ทำลายนิติกรรมการซื้อขายและถอนคำขอให้โอนตึกรายพิพาท คงเหลือแต่เรื่องคืนเงินมัดจำกับดอกเบี้ย ย่อมเป็นอำนาจของโจทก์ที่จะทำได้ส่วนข้อเท็จจริงคงฟังเช่นเดียวกันศาลอุทธรณ์
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน