คำฟ้องและคำให้การ
เดิมโจทก์ฟ้องขอแบ่งมฤดกนางจ้อยผู้เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์และนายทองจำเลย เมื่อนายทองให้การแล้วโจทก์จึงขอเรียกจำเลยที่ ๒-๓ เข้ามาเป็นจำเลยด้วย ในวันนี้สองสถานคู่ความตกลงกับให้ศาลวินิจฉัยฉะเพาะที่ดินหมายเลข ๑ ซึ่งเถียงสิทธิกันระหว่างโจทก์กับนายทำจำเลยที่ ๒ เท่านั้น โดยโจทก์รับว่าตั้งแต่นางจ้อยตาย ๓-๔ ปีมานี้ โจทก์มิได้ปกครองที่ดินรายนี้ แต่ถือว่าโจทก์ยังมีสิทธิได้รับมฤดกอยู่ตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ รับว่าที่ดินพิพาทจำเลยได้ครอบครองมาโดยมิได้แก้ทะเบียนโฉนด ๆ ยังคงมีชื่อนางจ้อยเป็นเจ้าของอยู่ โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ เป็นบุตรนายทองจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ใช่ทายาทที่จะรับมฤดกนางจ้อย พิพากษาให้ที่พิพาทได้แก่โจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าทายาทโดยธรรมนั้นอย่างหนึ่ง บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๒๙ แต่ผู้รับมฤดกแทนกันนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๓๙ ในคดีนี้โจทก์และนายทองจำเลยที่ ๑ เป็นทายาทของนางจ้อยตามมาตรา ๑๖๒๙(๔) ลำดับเดียวกัน แต่จำเลยที่ ๒ เป็นบุตรนายทองซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของนายทอง หาเป็นทายาทของนางจ้อยไม่ และไม่ใช่เป็นผู้รับมฤดกแทนที่เพราะเหตุว่า (๑) จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เป็นผู้สืบสันดานของนายจ้อยเจ้ามฤดกแต่เป็นผู้สืบสันดานของนายทองต่างหาก (๒) นายทองมีชีวิตอยู่ และมิได้ถูกจำกัดมิให้รับมฤดก จำเลยที่ ๒จะเข้ามารับมฤดก นางจ้อยแทนที่นายทองไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ทายาทนางจ้อยก็ไม่มีสิทธิจะอ้างอายุความมฤดก ๑ ปีต่อสู้กับโจทก์ผู้เป็นทายาทได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น