คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทและที่นองพิพาทมีเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน ที่นี้เมื่อ ร.ศ.๑๑๕ จีนโยงลางกับพวกได้สละเงินจัดหามา และก่อตั้งศาลเจ้าไหหลำขึ้น ต่อมามีการอุทิศที่ดินและอาคารให้เป็นของกลาง สำหรับมหาชนและได้ขึ้นทะเบียนต่อเจ้าพนักงานไว้แล้ว จึงมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีการแต่งตั้งผู้จัดการปกครองและผู้ตรวจตราสอดส่องตลอดมา โจทก์ที่ ๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการปกครองศาลเจ้านี้ในปัจจุบัน ตามกฎเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยว ว่าด้วยกุศลสถานชนิดศาลเจ้า ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๓ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๔๙๗ จำเลยได้บังอาจรื้อถอนเขตที่เข้าไปปลูกเรือนในบริเวณที่ของศาลเจ้า จึงได้มาฟ้องให้ศาลบังคับ จำเลยต่อสู้ว่า
จำเลยได้รับมรดกที่พิพาทมาจากมารดา มารดาจำเลยได้รับมรดกที่พิพาทมาจากยายจำเลย จำเลยได้ปกครองติดต่อกันมากว่า ๓๐ ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ โจทก์จำเลยต่างรับกันว่าเดิมที่พิพาทเป็นของศาลเจ้าจริง แต่ยายจำเลยได้เข้าครอบครองมา เมื่อยายจำเลยตายลง มารดาจำเลยได้รับมรดกและปกครองมาอีกเกือบ ๓๐ ปี เมื่อมารดกจำเลยตาย จำเลยกับพวกได้มรดกได้ปกครองมาอีก ๕ - ๖ ปี แล้วทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานบุคคล คงอ้างแต่เอกสารเป็นพยาน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยได้ปกครองโดยสงบเปิดเผย ๑๐ ปี โจทก์จึงขาดปกครอง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลเจ้าเป็นที่กุศลสถานประเภทหนึ่ง ใช้เป็นสถานที่เคารพและประกอบพิธีกรรมตามลัทธิของมหาชน()