Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1257/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อจะทำร้ายฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ในบ้าน แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ใช้มีดสปาร์ต้าที่ถือมาฟันเด็กชาย น. จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 4 ให้มีดดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดนั้นฟันเด็กชาย น. จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากนั้นก็หลบหนีไป ด้วยกัน จำเลยที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อทำร้ายฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้าน จึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธ และฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มีเรื่องกับจำเลยที่ 4 แต่มีเรื่องกับจำเลยที่ 3 และผู้ตาย ทั้งในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ก็อยู่ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 มิได้ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ผู้ใดอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายที่จะต้องป้องกัน การที่จำเลยที่ 4 ให้มีดสปาร์ต้าแก่จำเลยที่ 3 และเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ด้วย แล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดดังกล่าวฟันจำเลยที่ 1 ที่ 2 และเด็กชาย น. จึงเป็นการเข้าไปโดยมีเจตนาที่จะทำร้ายบุคคลที่อยู่ภายในบ้าน เป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร มิใช่มีเหตุสมควรอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 4 ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกแบบลูกโม่ ไม่ทราบชนิดและขนาดไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอกกับกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 3 ที่ 4 และนายวิรุฬห์กับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งหลบหนีอีกฝ่ายหนึ่งต่างสมัครใจเข้าร่วมทะเลาะวิวาทกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองยิงนายวิรุฬห์ถึงแก่ความตายโดยเจตนาฆ่า ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และผู้ตายกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมีมีดกับไม้หน้าสามเป็นอาวุธติดตัวและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วร่วมกันใช้มีดสปาร์ต้ายาวประมาณ 21 นิ้ว และมีดสแตนเลสปลายแหลมยาวประมาณ 24 นิ้ว ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกมีติดตัวไปเป็นอาวุธฟันเด็กชายนิมิตร

จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยเจตนาฆ่า มีดที่ฟันถูกเด็กชายนิมิตรที่บริเวณคิ้วและหางตาข้างซ้าย ถูกจำเลยที่ 1 ที่ศีรษะ และถูกจำเลยที่ 2 ที่ศีรษะและหน้าผากจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากเด็กชายนิมิตร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้ปัดป้อง ทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกฟันเข้าไม่ลึกพอที่จะทำให้ถึงแก่ความตายได้ เพียงแต่ทำให้เด็กชายนิมิตร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 16 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (2) ประกอบมาตรา 364, 83 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย และฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุตรของผู้ตาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตามฟ้องยิงผู้ตาย 2 นัด โดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการตรวจศพและรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์เอกสารหมาย จ.20 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำผิดด้วยและจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดสปาร์ต้าฟันเด็กชายนิมิตรถูกที่คิ้วและหางตาซ้าย กับฟันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกที่ศีรษะและที่ศีรษะกับหน้าผาก ตามลำดับ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.21 จ.7 และ จ.8 ตามลำดับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษหรือไม่ โจทก์มีนางสาวอนงค์เป็นพยานเบิกความว่าในวันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุเห็นจำเลยที่ 2 โต้เถียงกับผู้ตายเรื่องจำเลยที่ 3 เมาแล้วด่าเอะอะโวยวายที่หน้าบ้าน โดยผู้ตายนั่งอยู่ใกล้ศาลพระภูมิหน้าบ้านของพยาน ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่หน้าบ้านของตนเองและจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 3 ถือมีดสปาร์ต้ายืนอยู่ห่างกันประมาณ 4 เมตร ต่อมาเห็นจำเลยที่ 1 เดินออกมาจากในบ้านถืออาวุธปืนสั้นแล้วจ่อยิงผู้ตาย 1 นัด ในระยะห่างประมาณ 2 เมตร ผู้ตายวิ่งเข้าไปหา จำเลยที่ 1 วิ่งกลับเข้าไปในบ้าน จำเลยที่ 3 ที่ 4 และพวกอีกคนหนึ่งวิ่งตามจำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้าน โดยจำเลยที่ 3 นำมีดสปาร์ต้าของจำเลยที่ 4 มาถืออยู่ในมือ และโจทก์ยังมีเด็กชายนิมิตรบุตรของจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า

ขณะที่พยานนั่งดูโทรทัศน์อยู่ภายในบ้านเห็นจำเลยที่ 3 ถือมีดสปาร์ต้า ส่วนจำเลยจำเลยที่ 4 และพวกถือไม้คนละท่อนแล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดฟันพยานถูกที่คิ้วซ้ายขณะพยานจะเดินออกไปหน้าบ้าน พยานวิ่งกลับเข้าไปในบ้านเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วย เมื่อจำเลยที่ 2 เดินออกมาจากในครัวถึงกลางบ้านก็ถูกจำเลยที่ 3 ฟันที่ศีรษะ ซึ่งจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ถูกจำเลยที่ 3 ใช้มีดสปาร์ต้าฟันขณะอยู่ในบ้านเช่นกัน เห็นว่า จำเลยที่ 4 เป็นหลานเขยของนางสาวอนงค์ไม่ปรากฏว่านางสาวอนงค์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 4 จึงเชื่อว่านางสาวอนงค์เบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมิได้ปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 4 เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือมีดสปาร์ต้าและให้มีดสปาร์ต้าแก่จำเลยที่ 3 เมื่อเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็เบิกความยอมรับว่าได้เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 จริงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าร่วมกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อจะทำร้ายฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ในบ้าน

แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ใช้มีดสปาร์ต้าฟันเด็กชายนิมิตรจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 4 ให้มีดดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดนั้นฟันเด็กชายนิมิตร จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากนั้นก็หลบหนีออกไปจากบ้านของจำเลยที่ 2 ด้วยกัน ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า จำเลยที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อทำร้ายฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้าน จึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธ และฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาอ้างว่า

เหตุที่จำเลยที่ 4 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อแย่งอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 ไม่ให้ทำร้ายผู้ใดอีกโดยไม่มีเจตนาทำร้ายผู้ใด การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการป้องกันภยันตรายอันเกิดจากการกระทำอันละเมิดกฎหมายของจำเลยที่ 1 และมีเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 4 จะเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มีเรื่องกับจำเลยที่ 4 แต่มีเรื่องกับจำเลยที่ 3 และผู้ตาย ทั้งในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ก็อยู่ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 มิได้ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ผู้ใดอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายที่จะต้องป้องกันแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 4 ให้มีดสปาร์ต้าแก่จำเลยที่ 3 และเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ด้วยแล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดดังกล่าวฟันจำเลยที่ 1 ที่ 2 และเด็กชายนิมิตรจึงเป็นการเข้าไปโดยมีเจตนาที่จะทำร้ายบุคคลที่อยู่ภายในบ้านเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร หาใช่มีเหตุสมควรอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 4 ไม่เป็นความผิดตามที่จำเลยที่ 4 อ้างไม่ ฎีกาจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุพัฒน์ บุญยุบล · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน · อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้