คำฟ้องและคำให้การ
โจทก็ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยเช่าแล้วค้างชำระค่าเช่า ๑๘ เดือนโจทก์จึงบอกเลิกการเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้ค้างค่าเช่าโจทก์เองแกล้งไม่รับค่าเช่า จำเลยได้พยายามส่งค่าเช่าให้โจทก์หลายวิถีทาง โจทก์ไม่ยอมรับจนจำเลยต้องยื่นคำร้องต่ออนุกรรมการควบคุมค่าเช่าฯ ทราบไว้ ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยค้างค่าเช่าจริง พิพากษาขับไล่ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์ไม่ยอมรับค่าเช่าแต่โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแล้ว การเช่าจึงระงับคงพิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าตามฟ้องของโจทก์โจทก์ไม่ได้ฟ้องขับไล่จำเลย เพราะเหตุค้างค่าเช่าอย่างเดียว โจทก์ได้อ้างเหตุว่าต้องการขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่า และได้บอกกล่าวจำเลยเป็นคำรพ ๒ อีกครั้งหนึ่ง จำเลยก็ไม่ออก ศาลอุทธรณ์ยกเหตุหลังขึ้นพิพากษาขับไล่ ไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็น ส่วนฎีกาข้อที่ว่า ศาลจะยกเอาคำแก้อุทธรณ์ขึ้นพิพากษาไม่ได้นั้น เห็นว่าประเด็นแห่งคดีอยู่ที่ข้อหาคำให้การคำฟ้องอุทธรณ์และแก้อุทธรณ์ คำฟ้องฎีกาและแก้ฎีกาไม่ใช่อยู่ที่ข้อหาหรือคำฟ้องอย่างเดียวศาลมีอำนาจพิพากษาตามข้อหาหรือคำแก้ได้ทั้ง ๒ สถาน ส่วนฎีกาข้อที่ว่า ห้องเช่ารายนี้อยู่ในเขตต์เทศบาล พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ คุ้มครองนั้น เห็นว่าจำเลยได้ให้การเกี่ยวถึง
พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ อยู่แล้วกล่าวคือจำเลยได้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการควบคุมค่าเช่า และว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ และ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นปรับคดีได้ คดีนี้ได้ความว่าห้องพิพาทใช้เป็นที่อยู่อาศัยภายในเขตต์เทศบาล อัน พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ คุ้มครองถึง เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่รับค่าเช่าเอง จำเลยไม่ได้ผิดนัด ดังนี้เพียงแต่บอกเลิกสัญญาเช่าล่วงหน้าเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์ชนะคดีได้
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์