Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าทดแทน 300,000 บาท แต่มาฎีกาโต้แย้งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ 300,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท เป็นการเสียเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาล 17,500 บาท ที่โจทก์เสียเกินแก่โจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มีนาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้ 3,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายรักษ์ และมีกิจการโรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 และ 2 ร่วมกัน จำเลยมีกิจการฟาร์มเลี้ยงสุนัขและได้รู้จักกับสามีโจทก์ และได้มาพักอาศัยที่โรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์ และทำงานที่โรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์กับสามีโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้"

จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยจะต้องแสดงโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงจะสามารถเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ แต่จากพยานโจทก์คงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์ระแคะระคายจากคนรอบข้างซึ่งรวมทั้งบิดามารดาของสามีโจทก์ จากการสอบถามสามีโจทก์ยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับจำเลย สามีโจทก์พาจำเลยมาอยู่อาศัยและทำงานที่โรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์ และจำเลยกับสามีโจทก์ไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยมีภาพถ่ายสนับสนุน แม้ตามภาพถ่ายจะได้ความว่าจำเลยแสดงท่าทางขณะนั่งอยู่ในอ้อมกอดของนายรักษ์สามีโจทก์แล้วได้ถ่ายรูปไว้ ซึ่งเป็นการแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมเพราะนายรักษ์มีภริยาแล้ว แต่กรณีนี้จำเลยมีภาพถ่ายมาหักล้างว่า ในการถ่ายรูปตามภาพถ่าย

จำเลยกับสามีโจทก์ถ่ายรูปขณะเดินทางไปเยี่ยมบิดาจำเลยที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ได้เดินทางไปด้วยกันสองต่อสองมีมารดาจำเลยกับเพื่อนรวม 11 คน เดินทางไปด้วย และมีภาพถ่ายมาแสดงว่าจำเลยเคยถ่ายรูปกับเพื่อนชายเหมือนที่ถ่ายกับสามีโจทก์ โจทก์คงกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าจำเลยไปไหนมาไหนกับสามีโจทก์อย่างเปิดเผย แต่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนยืนยันว่าจำเลยได้แสดงออกให้เห็นว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยบอกแก่บุคคลทั่วไปว่าเป็นเจ้าของโรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้นำพยานบุคคลที่ได้ยินได้ฟังการกล่าวอ้างของจำเลยมาเป็นพยานสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าสามีโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารออมสินนำไปซื้อบ้านการเคหะในชื่อจำเลย

ก็เป็นการกระทำของสามีโจทก์ซึ่งมิใช่การกระทำของจำเลย จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำอย่างใดที่แสดงออกโดยเปิดเผยให้เห็นว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของสามีโจทก์ ก็เป็นเรื่องการช่วยเหลือกันโดยเข้าเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่ามีการส่งข้อความด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายและดูหมิ่นโจทก์ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ โจทก์เพียงแต่คาดคะเนเอาเองว่าจำเลยเป็นคนส่งข้อความ โจทก์มิได้นำสืบให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนส่งข้อความมาด่าว่าโจทก์จริงตามที่คาดคะเน ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาสอบถามบรรยากาศในการพิจารณาคดีนี้จากผู้พิพากษาศาลชั้นต้น

เห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกานำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ซึ่งไม่มีเหตุผลให้กระทำ และที่โจทก์ฎีกาว่า พยานจำเลยเบิกความเป็นประโยชน์แก่โจทก์ คือ จำเลยรับว่าได้พักอาศัยในโรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 นายทศพล น้องจำเลย นายสัญญา เบิกความว่า ทำงานเป็นพนักงานโรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 มีจำเลยเป็นผู้จัดการ นางบุญช่วย เบิกความว่า ก่อนฟ้องคดีนี้เคยเห็นสามีโจทก์ไปที่บ้านจำเลยและบ้านนางบุญช่วย มารดาจำเลยเป็นประจำ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สามีโจทก์พาจำเลยมาทำงานที่โรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์ การที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเป็นผู้จัดการก็เป็นเพียงมาทำหน้าที่ในฐานะลูกจ้างโจทก์เท่านั้น

ส่วนที่สามีโจทก์ไปที่บ้านนางบุญช่วยก็เป็นเรื่องปกติของคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธว่า ไม่เคยมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับสามีโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบพยานให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าทดแทน 300,000 บาท แต่มาฎีกาโต้แย้งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ 300,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา จากทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท เป็นการเสียเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาล 17,500 บาท ที่โจทก์เสียเกินแก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 17,500 บาท ที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชา มั่นสกุล · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ - นางสาววันวิสาข์ สิรันทวิเนติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยชพ.145/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ44/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ114/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2560

คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตน ประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง ฎีกาของจำเลยและจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2546

เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรที่จะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้ และได้วินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7000/2545

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยให้กู้เบิกเงินเกินบัญชี กู้ยืมเงิน ซื้อลดเช็ค หรือด้วยประการอื่นที่ทำได้ในการให้เงินหรือหลักประกันแก่ลูกค้า โดยรับป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2540

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย อันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตาม ป.วิ.พ.มาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4300/2567

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมใน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้