คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ขออาศัยทำนาในที่ดินโฉนดที่ ๒๔๓๓ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ของโจทก์ส่วนหนึ่งเนื้อที่ ๔ ไร่ โจทก์ต้องการที่ดินคืนจำเลยไม่ยอมออก จึงขอให้บังคับ จำเลยต่อสู้ว่าไม่เคยอาศัยที่ดินโจทก์ ที่พิพาทนี้เป็นของบิดามารดายกให้และจำเลยได้ครอบครองโดยสงบและเปิดเผยถือตนเป็นเจ้าของติดต่อกันมา ๔๐ ปีแล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์ยืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าจริงอยู่ที่ดินโฉนดรายนี้มีชื่อนางหอม เป็นผู้ถือกรรมสิทธิแต่ผู้เดียว และเมื่อนางหอมตายแล้วได้มีการโอนรับมรดกกันต่อมา แต่จำเลยก็ได้ครอบครองที่พิพาทตลอดมา ๔๐ ปี โดยนางหอมกับจำเลยเป็นพี่น้องกัน จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทนี้เป็นส่วนสัดไร่ ๆ กับที่ออกโฉนดรายนี้ ทั้งโจทก์ไม่มีพยานว่าจำเลยครอบครองโดยอาศัยอำนาจของนางหอมแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าจำเลยครอบครองมาด้วยอำนาจของตนเองหรือโดยเป็นเจ้าของโดยถือว่าบิดามารดายกให้ ส่วนการที่ออกโฉนดลงชื่อนางหอมแต่ผู้เดียวอาจเพื่อความสดวกไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมมาก จำเลยจึงได้กรรมสิทธิในที่พิพาทในทางครอบครอง แม้โจทก์จะได้ที่รายนี้มาโดยจดทะเบียนสิทธิและเสียค่าตอบแทน แต่ก็ได้ความตามคำของโจทก์เองว่าโจทก์ได้เห็นจำเลยทำนาพิพาทตั้งแต่ก่อนโจทก์ซื้อจากนายถมยสแล้ว
ประกอบกับพฤติการณ์ที่โจทก์ขอซื้อที่พิพาทจากจำเลยดังได้กล่าวมา ต้องฟังว่าโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองเป็นเจ้าของที่พิพาทอยู่ การได้มาซึ่งที่พิพาทของโจทก์จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต จะใช้ยันแก่จำเลยหาได้ไม่
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน