Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและปลอมตั๋วแลกเงินในระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2518 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2518 นั้น เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,266,91 แต่จำเลยร่วมกันนำบัตรประจำตัวประชาชนและตั๋วแลกเงินที่ปลอมขึ้นไปใช้ด้วย จึงต้องลงโทษแต่ละกระทงฐานใช้กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรค 2 และการใช้ในคราวเดียวกันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกง ตามมาตรา 342 โดยจำเลยร่วมกันหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง เพื่อให้ได้ทรัพย์สิน คือเงิน 220,000 บาทจากธนาคาร ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม อันเป็นบทหนัก ตามมาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 266,90

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ ถึงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๘ ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยทั้งสองกับพวกได้บังอาจร่วมกันทำเอกสารราชการบัตรประจำตัวประชาชนปลอม ในชื่อ น.ส.บังอร ศิริวงศ์ และอัดรูปของจำเลยที่ ๑ ลงในบัตรประจำตัวประชาชนนั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่า จำเลยที่ ๑ คือนางสาวบังอร ศิริวงศ์ และจำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันทำเอกสารตั๋วแลกเงิน(ดร๊าฟท์) ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาพลับพลาไชย ปลอมขึ้นทั้งฉบับ สั่งจ่ายเงินตามคำสั่งของ น.ส.บังอร ศิริวงศ์ จำนวน ๒๒๐,๐๐๐ บาท ถึงธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาพิษณุโลก เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นตั๋วแลกเงินอันเแท้จริงของธนาคารกรุงเทพจำกัด

สาขาพลับพลาไชย และเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๘ เวลากลางวัน จำเลยบังอาจร่วมกันใช้และอ้างตั๋วแลกเงินกับบัตรประจำตัวประชาชน ฉบับที่จำเลยร่วมกันทำปลอมขึ้นดังกล่าว ไปแสดงต่อสมุหบัญชีของธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาพิษณุโลก ว่าเป็นตั๋วแลกเงินและบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริง เพื่อขอรับเงินจากธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาพิษณุโลก โดยเจตนาทุจริต โดยหลอกลวงจำเลยที่ ๑ คือนางสาวบังอร ศิริวงศ์ ผู้มีสิทธิรับเงินตามตั๋วแลกเงิน ดังกล่าว อันเป็นการแสดงตนเป็นคนอื่นและปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้งว่าตั๋วแลกเงินและบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวเป็นของปลอม จนเป็นเหตุให้สมุหบัญชีธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาพิษณุโลก หลงเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ คือ

นางสาวบังอร ศิริวงศ์ และตั๋วแลกเงินกับบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงได้จ่ายเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาพิษณุโลก ให้แก่จำเลยที่ ๑ ไป เหตุเกิดที่แขวงและเขตไม่ปรากฏชัดในกรุงเทพมหานคร และที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔,๒๖๕,๒๖๖,๒๖๘,๓๔๑,๓๔๒,๘๓ คืนเงินของกลาง ๒๒๐,๐๐๐ บาทแก่เจ้าของ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕,๒๖๖,๒๖๘,๓๔๒ สำหรับความผิดฐานทำและใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม ตามมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๘ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ จำคุกคนละ ๑ ปี ตามผิดฐานทำและใช้ตั๋วแลกเงินปลอม ตามมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๘ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ จำคุกคนละ ๓ ปี และความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๒ ให้จำคุกคนละ ๑ ปี รวมจำคุกจำเลยคนละ ๕ ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้ตามมาตรา ๗๘ คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยคนละ ๒ ปี ๖ เดือน คืนเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท แก่เจ้าของ ส่วนของกลางอย่างอื่นให้ริบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ การที่จำเลยใช้และอ้างตั๋วแลกเงินกับบัตรประจำตัวปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน คือ ใช้และอ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ กับมาตรา ๒๖๖ ในคราวเดียวกัน ต้องลงโทษฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมเพียงกระทงเดียวตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง การกระทำของจำเลยฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับการใช้และอ้างเอกสารปลอมการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวกัน แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คือ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕,๒๖๖ และผิดมาตรา ๓๕๒ ด้วย ต้องลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๖ อันเป็นบทหนัก ตามมาตรา ๙๐ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๖ อันเป็นบทหนักที่สุดตามมาตรา ๙๐ จำเลยที่ ๑ อายุ ๑๙ ปี

ลดมาตราส่วนโทษให้ตามมาตรา ๗๖ กึ่งหนึ่งให้จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๓ ปี มีเหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามมาตรา ๗๘ คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ไว้มีกำหนด ๙ เดือน และจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้เรียงกระทงลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและปล่อมตั๋วแลกเงินในระหว่างวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ ถึงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๘ นั้น ย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕,๒๖๖,๙๑ แต่จำเลยร่วมกันนำบัตรประจำตัวประชาชนและตั๋วแลกเงินที่ปลอมขึ้นไปใช้ด้วย จึงต้องลงโทษแต่ละกระทงฐานใช้กระทงเดียว ตามมาตรา ๒๖๘ วรรค ๒ แต่การใช้ในคราวเดียวกันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกง ตามมาตรา ๓๔๒ โดยจำเลยร่วมกันหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้งเพื่อให้ได้ทรัพย์สิน คือเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาทจากธนาคาร ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม อันเป็นบทหนัก ตามมาตรา ๒๖๘ วรรค ๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๖,๙๐ สำหรับจำเลยที่ ๑ อายุเพียง ๑๙ ปี สมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๖ ให้หนึ่งในสาม

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า จำเลยที่ ๑อายุ ๑๙ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ แล้วให้จำคุก ๒ปี แต่มีเหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยที่ ๑ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล วัลยะเพ็ชร์ · ยงยุทธ เลอลภ · ผสม จิตรชุ่ม
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายพัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ
ศาลอุทธรณ์ - นายแต่ง ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2155/2543

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ลงในบัตรเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ลงในใบสั่งซื้อสินค้า (ใบเซ็นชื่อ) แล้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5356/2533

จำเลยที่ 1 กับพวกปลอมหนังสือเดินทางและเช็คเดินทางรวม 12 ฉบับแล้วแยกนำไปใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารต่าง ๆ รวม 4 ธนาคารในคราวเดียวกันในแต่ละธนาคาร โดยมีเจตนาเพียงประการเดียวเพื่อฉ้อโกงเงินจากธนาคารแต่ละ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2531

จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ร่วมโดยทำหนังสือสัญญากู้กันไว้และจำเลยที่ 1 ได้นำโฉนดที่ดินที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมมอบให้โจทก์ร่วมยึดถือเป็นประกัน…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2521 (เลขอ้างอิง 36973)

ความตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อบุคคลอื่นเบิกเงินจากธนาคารและสลักหลังแคชเชียร์เช็คเป็นการหลอกลวงธนาคาร ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่ออันแท้จริงของบุคคลนั้น จำเลยกระทำการทุจริตเพื่อให้ได้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2521 (เลขอ้างอิง 100050)

ความตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อบุคคลอื่นเบิกเงินจากธนาคารและสลักหลังแคชเชียร์เช็ค เป็นการหลอกลวงธนาคาร ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่ออันแท้จริงของบุคคลนั้น จำเลยกระทำการทุจริตเพื่อให้ได้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้