Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้รับมรดกของ ป. ชำระค่าจ้างว่าความจากกองมรดกของ ป. ให้โจทก์ โจทก์นำยึดตึกซึ่งเป็นของจำเลยกับภริยาโดยอ้างว่าจำเลยได้รับมรดกของ ป. ไป คือ ที่ดินโฉนดที่ 5813 ซึ่งมีราคามากกว่า หนี้ตามคำพิพากษา จำเลยจึงต้องรับผิดใช้หนี้แก่โจทก์ และโจทก์รับว่าที่ดินโฉนดนี้มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ แม้จำเลยกับภริยาจะแถลงรับว่าจำเลยกับ ป. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมยกที่ดินนี้ให้ ภ. แล้วจำเลยได้ขายไปเสีย แต่จำเลยก็ได้โต้แย้งว่าเป็นที่ดินของจำเลยเองที่ยินดีสละให้แก่ ภ. ไม่ใช่ทรัพย์ของ ป. และไม่ใช่มรดกของ ป. ในขณะที่ ป. ตาย ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานก็ไม่มีทางจะฟังได้ดังโจทก์อ้างว่าที่ดินนี้เป็นมรดกของ ป. ศาลย่อมพิพากษาให้ถอนการยึด

เนื้อความคำพิพากษา

เนื่องจากศาลฎีกาได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนางเปี่ยม โชติกะเสถียร ชำระค่าจ้างว่าความจากกองมรดกของนางเปี่ยมให้แก่โจทก์ 20,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดตึกเลขที่ 23 ของจำเลยที่ 3 เพื่อบังคับชำระหนี้จำเลยที่ 3 กับนางภัทรา โชติกะเสถียร ภริยายื่นคำร้องว่าทรัพย์มรดกของนางเปี่ยมตามพินัยกรรมนั้นนางเปี่ยมได้จำหน่ายจ่ายโอนไปหมดก่อนถึงแก่กรรม ตึกนี้สร้างขึ้นด้วยเงินส่วนตัวของนางภัทราก่อนสมรสกับจำเลยที่ 3จึงเป็นสินเดิมของผู้ร้อง ขอให้ถอนการยึดโจทก์ให้การเป็นใจความว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมรดกจากนางเปี่ยมไปแล้วมีราคามากกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาเต็มจำนวนให้โจทก์ทรัพย์ที่ยึดมาไม่ใช่สินเดิมของผู้ร้อง แต่เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ร้องวันสืบพยานโจทก์

โจทก์แถลงรับว่าตึกเลขที่ 23 ที่ยึดมาไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางเปี่ยมจริง แต่จำเลยที่ 3 ได้รับมรดกของนางเปี่ยมไป คือ ที่ดินโฉนดที่ 5813 ซึ่งมีราคามากกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องรับผิดใช้หนี้แก่โจทก์ หลักฐานที่แสดงว่าที่ดินโฉนดที่ 5813 เป็นมรดกของนางเปี่ยมก็คือนางเปี่ยมเคยเข้าหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 3 ประมูลซื้อที่ดิน เมื่อซื้อแล้วได้โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 รวมทั้งที่ดินโฉนดที่ 5813 ด้วย ต่อมานางเปี่ยมตั้งโจทก์เป็นทนายฟ้องเรียกเงินส่วนแบ่งในการเป็นหุ้นส่วนจากจำเลยที่ 3 แล้วนางเปี่ยมถอนฟ้องไป โดยนางเปี่ยมกับจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนอกศาลเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2504 ว่านางเปี่ยมยอมรับเงินจากจำเลยที่ 3 เพียงหนึ่งแสนบาท

ส่วนที่ดินโฉนดที่ 5813 ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 3เป็นเจ้าของนั้นให้จำเลยที่ 3 โอนใส่ชื่อหลวงอรรถกัลยาวินิจไว้แทนชั่วคราวเพื่อโอนให้เด็กหญิงภัทราภา โชติกะเสถียร เมื่อนางเปี่ยมตายแล้วหรือเมื่อเด็กหญิงภัทราภามีอายุครบ 20 ปี ต่อมานางเปี่ยมฟ้องเรียกส่วนแบ่งมรดกพระยาวิสูตรฯ จากจำเลยที่ 3 อีก 2 ล้านบาท ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมลงวันที่ 15 สิงหาคม 2504 นั้น และให้จำเลยที่ 3 ใช้เงินแก่นางเปี่ยม 30,000 บาทที่ยังค้างอยู่ ซึ่งจำเลยที่ 3ได้ชำระเสร็จไปแล้วนางเปี่ยมตายเมื่อ พ.ศ. 2506 ที่ดินโฉนดที่ 5813 จำเลยที่ 3 ยังมิได้โอนใส่ชื่อหลวงอรรถกัลยาวินิจตามสัญญา แต่ต่อมาจำเลยที่ 3 ขายไปเป็นเงิน 80,000 บาท

เมื่อ พ.ศ. 2510 เด็กหญิงภัทราภาขณะนี้อายุ 24 ปี และสมรสเมื่อ พ.ศ. 2509 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวมา โจทก์ถือว่าที่ดินโฉนดที่ 5813 เป็นมรดกของนางเปี่ยมเมื่อจำเลยที่ 3 เอาไปขายก็มีผลเท่ากับจำเลยที่ 3 ได้รับมรดกนางเปี่ยมไปเท่าราคาที่ขายผู้ร้องแถลงว่า นางเปี่ยมกับจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินโฉนดที่ 513 ให้เด็กหญิงภัทราภาจริง แต่เป็นที่ดินของจำเลยที่ 3 ที่ยินดีสละให้แก่เด็กหญิงภัทราภา จะถือว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางเปี่ยมไม่ได้เพราะไม่ใช่ทรัพย์ของนางเปี่ยมในขณะตาย แต่เป็นของเด็กหญิงภัทราภา จำเลยที่ 3 ขายไปโดยความยินยอมของนางภัทราภาเจ้าของทรัพย์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และผู้ร้องรับว่าตึกเลขที่ 23 เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 3 กับนางภัทราผู้ร้องประเด็นเรื่องที่ดินโฉนดที่ 5813 เป็นมรดกของนางเปี่ยมหรือไม่

คู่ความขอให้ศาลวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงที่ต่างแถลงมาแล้วโดยต่างไม่ติดใจสืบพยานต่อไปศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการยึดตึกเลขที่ 23 คืนให้ผู้ร้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้รับมรดกนางเปี่ยมชำระค่าจ้างว่าความจากกองมรดกของนางเปี่ยมให้โจทก์ ฉะนั้น โจทก์จะบังคับคดีเอาชำระหนี้ได้แต่เฉพาะทรัพย์ที่เป็นมรดกของนางเปี่ยมหรือเพียงเท่าที่ทายาทคนใดได้รับทรัพย์มรดกไปเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1734 และ 1738 วรรค 2 ตึกที่โจทก์นำยึดนี้ โจทก์แถลงรับว่ามิใช่มรดกของนางเปี่ยม จึงเหลือปัญหาเพียงว่าที่ดินโฉนดที่ 5813 เป็นมรดกของนางเปี่ยมที่จำเลยที่ 3 ได้รับมรดกไปจริงดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ก่อนเพราะโจทก์แถลงรับว่าที่ดินนี้มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

เมื่อโจทก์อ้างว่าที่ดินโฉนดนี้เป็นมรดกของนางเปี่ยม แม้จำเลยที่ 3 กับนางภัทราผู้ร้องจะแถลงรับว่าจำเลยที่ 3 กับนางเปี่ยมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินโฉนดนี้ให้เด็กหญิงภัทราภาจริงก็ตาม แต่ก็ได้แถลงโต้แย้งว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 3 เองที่ยินดีสละให้แก่เด็กหญิงภัทราภา ไม่ใช่ทรัพย์ของนางเปี่ยมและไม่ใช่มรดกของนางเปี่ยมในขณะตาย คำแถลงของจำเลยที่ 3 กับนางภัทราผู้ร้องเป็นการปฏิเสธข้ออ้างตามคำแถลงของโจทก์ที่ว่าที่ดินโฉนดที่ 5813 เป็นมรดกของนางเปี่ยมที่จำเลยที่ 3 ได้รับไป เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน คงขอให้ศาลวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ต่างแถลงกันข้างต้นก็ไม่มีทางที่จะถือเอาได้ดังที่โจทก์อ้างว่าที่ดินโฉนดนี้เป็นมรดกของนางเปี่ยมที่จำเลยที่ 3ได้รับและขายไปแล้ว โจทก์ไม่อาจชนะคดีได้ และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นในปัญหานี้ต่อไปพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย ทองลงยา · โกวิท ถิระวัฒน์ · ประพนธ์ ศาตะมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้