Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12978/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ จำเลยในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากร มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่โจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนหรือมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวด้วยแล้ว จำเลยยิ่งมีหน้าที่ต้องเสนอแนะแนวทางป้องกันความเสียหาย หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยอาจเสนอแนะโจทก์ให้ส่งข้อหารือไปยังกรมสรรพากรทันทีที่ได้รับหนังสือตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือให้โจทก์ยื่นคำขอคืนภาษีไว้ก่อน เพื่อมิให้การขอคืนภาษีขาดอายุความ แต่จำเลยก็มิได้กระทำ กลับมีหนังสือตอบข้อหารือโดยระบุเพียงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อธิบายหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยมิได้ตอบหรือให้ความเห็นอย่างชัดแจ้ง กลับปล่อยให้เป็นภาระของโจทก์ที่จะต้องไปตีความหรือหาคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากรด้วยค่าจ้างที่สูงมาก ดังนี้ การที่จำเลยมิได้ตอบข้อหารืออย่างชัดแจ้งจึงไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง ข้อที่ 4 และ 5 ถือได้ว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญาให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จึงเป็นการผิดสัญญาจ้าง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,354,957.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,354,957.16 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2555) ต้องไม่เกิน 690,088.27 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากรเพื่อดำเนินการให้คำปรึกษา เสนอแนะ วางแผนวิธีการปฏิบัติงานด้านภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโจทก์และสอบทานระบบงานภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์มีกำหนดเวลา 20 เดือน โดยแบ่งเป็นงานสอบทานระบบภาษีถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2549 และงานให้คำปรึกษาภาษีอากรมีกำหนดปฏิบัติงานเป็นรายเดือน เดิมจำเลยต้องปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จวันที่ 8 ตุลาคม 2550 แต่ขยายเวลาเป็นวันที่ 2 มกราคม 2551 ตามสัญญาจ้างที่ปรึกษาภาษีอากรและเอกสารแนบท้ายสัญญา เดิมก่อนที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะแปลงสภาพเป็นโจทก์นั้น การสื่อสารแห่งประเทศไทยจัดตั้งกองทุนบำเหน็จสำหรับผู้ปฏิบัติงานโดยการสื่อสารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินเข้ากองทุน เป็นรายเดือนทุกเดือนในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด

ต่อมาการสื่อสารแห่งประเทศไทยจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งพนักงานการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีสิทธิสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรืออยู่ในระบบกองทุนบำเหน็จตามเดิมก็ได้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบการแปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทยและโจทก์ ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โดยโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ให้แก่โจทก์ รวมทั้งให้พนักงานโอนไปเป็นลูกจ้างโจทก์และได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เคยรับอยู่เดิม ทั้งให้ถือระยะเวลาทำงานของพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นเวลาทำงานกับโจทก์ ตลอดจนให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จ ในปี 2548 โจทก์ออกระเบียบฉบับที่ 18 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จสำหรับผู้ปฏิบัติงานในบริษัท

กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2548 แก้ไขข้อบังคับกองทุนบำเหน็จเกี่ยวกับวิธีการคำนวณเงินแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่พนักงานปฏิบัติงานอยู่กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยและช่วงที่ปฏิบัติงานอยู่กับโจทก์ และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้นำเงินบำเหน็จที่นายจ้างสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในครั้งเดียวภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 700,000,000 บาท โดยโจทก์โอนเงินจากกองทุนบำเหน็จไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน 392,178,954.31 บาท ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะจำนวนที่โอนจากกองทุนบำเหน็จตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 รวมเป็นเงิน 49,348,300.83 บาท โดยนำมาเฉลี่ย 5 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2552 ปีละ 9,879,660.17 บาท ตามระเบียบฉบับที่ 18 และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

จากการออกข้อบังคับทำให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจร้องเรียนโจทก์ด้วยเหตุการณ์แบ่งคำนวณเงินเป็น 2 ช่วง โจทก์นำเงินบำเหน็จสะสมโอนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีจำนวนน้อยลงเนื่องจากฐานเงินเดือนพนักงานขณะที่ปฏิบัติงานกับการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีจำนวนน้อยกว่าฐานเงินเดือนของพนักงานขณะแปลงสภาพเป็นโจทก์แล้ว เป็นเหตุให้พนักงานเสียประโยชน์จากการออกระเบียบ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบข้อหารือโจทก์ว่า การแก้ไขข้อบังคับเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงสภาพการจ้างที่ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ข้อบังคับจึงไม่อาจใช้บังคับได้ตั้งแต่ต้น โจทก์จึงใช้ข้อบังคับเดิมของกองทุนบำเหน็จในการคำนวณเงินบำเหน็จในช่วงเดียวกันทำให้ต้องจ่ายเงินบำเหน็จเป็นเงินสมทบเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท

โจทก์สอบถามจำเลยว่า การโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ และบัญชีคำนวณอย่างไร จำเลยตอบข้อหารือโจทก์โดยสรุปว่า ในการจ่ายสมทบเข้ากองทุนทั้งหมดในครั้งเดียวให้ถือเป็นรายจ่าย 5 รอบระยะเวลาบัญชี รอบละเท่า ๆ กัน และในกรณีที่เป็นการจ่ายกองทุนไม่หมดในครั้งเดียว ต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนให้หมดภายใน 10 ครั้ง ตามรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยสอบทานความถูกต้องของรายการที่นำมาปรับปรุงเพื่อใช้ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 โดยโจทก์ส่งกระดาษทำการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีให้เป็นกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2549 และงบทดลองปี 2549 ซึ่งจำเลยตอบหนังสือของโจทก์โดยให้ความเห็นว่า โจทก์ได้จัดทำรายการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชี เป็นกำไรสุทธิทางบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปใจความว่า การที่โจทก์สอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท นั้น ว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ ตามเอกสารซึ่งจำเลยทำหนังสือตอบโจทก์โดยระบุหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอธิบายหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าในขณะจำเลยออกเอกสารตอบข้อหารือยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกา หรือหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเป็นแนวทางว่าเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในภายหลังตามข้อเท็จจริงของโจทก์สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่

อย่างไร ด้วยเหตุนี้จำเลยได้ศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริง ตำรากฎหมาย ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งข้อหารือต่างๆ ของกรมสรรพากรแล้ว จึงตอบข้อหารือโจทก์ว่า เงินจำนวน 155,915,952.69 บาท ที่โอนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในภายหลังไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่าย 5 รอบระยะเวลาบัญชีได้ เนื่องจากไม่ได้โอนเงินทั้งหมดในคราวเดียว จึงเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากรแล้ว อย่างไรก็ตาม โจทก์เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเงิน การภาษีอากร มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิที่รอบรู้เป็นอย่างดี โจทก์สามารถติดต่อสอบถามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร เพื่อสอบถามหากมีปัญหาข้อสงสัยอย่างรวดเร็ว

เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือตอบจากจำเลยแล้ว โจทก์เห็นว่าไม่ชัดเจน โจทก์มีหน้าที่สอบถามจำเลยเพิ่มเติม หรือดำเนินการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยขอคืนภาษีไว้ก่อนที่จะพ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี แต่โจทก์กลับประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลยจนถึง พ.ศ.2553 จึงค่อยทำหนังสือหารือไปยังกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 และกรมสรรพากรเพิ่งมีหนังสือตอบข้อหารือเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 จำเลยจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท ว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่

จำเลยในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากรมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแก่โจทก์ในปัญหาภาษีอากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนหรือมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวด้วยแล้ว จำเลยยิ่งต้องมีหน้าที่เสนอแนะแนวทางป้องกันความเสียหาย หรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาดังกล่าว โดยอาจเสนอแนะให้โจทก์ส่งข้อหารือไปยังกรมสรรพากรทันทีที่ได้รับหนังสือตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือให้โจทก์ยื่นคำขอคืนภาษีไว้ก่อน เพื่อมิให้อายุความขอคืนภาษีขาดอายุความ แต่จำเลยกลับมิได้กระทำการ กลับมีหนังสือตอบข้อหารือโดยระบุเพียงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

อธิบายหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว โดยมิได้ตอบหรือให้ความเห็นอย่างชัดแจ้ง แต่กลับปล่อยให้เป็นภาระของโจทก์จะต้องไปตีความหรือหาคำตอบให้ชัดแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง โดยมิได้เสนอแนะแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังวินิจฉัยข้างต้น และอ้างว่าโจทก์มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ชอบที่จะดำเนินการได้เอง ทั้งๆ ที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากร แบ่งเป็นประเภทงานทานภาษีอากรมีค่าจ้าง 7,637,553 บาท และงานให้คำปรึกษาภาษีอากรมีค่าจ้าง 2,357,424 บาท รวมเป็นเงินถึง 9,994,977 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าจ้างที่สูงมาก ดังนี้ การที่จำเลยมิได้ตอบข้อหารืออย่างชัดแจ้งไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างข้อที่ 4 และข้อที่ 5 จึงถือได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จึงเป็นการผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ ในปัญหาดังกล่าวเป็นรายละเอียดปลีกย่อย และไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประมวญ รักศิลธรรม · ธีระพงศ์ จิระภาค · อำนาจ พวงชมภู
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.3406/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ2093/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1365/2556
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2567

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งห้าย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2567

บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระบุสินสมรสที่ตกลงยกให้โจทก์เพียงบ้านเลขที่ 109/4 โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 อันเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าว แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยแบ่งที่ดังกล่าวอั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2566

การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 คือต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายจะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากนี้ กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2566

ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยภายหลังหย่าเป็นความตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสที่มีต่อกันไว้ได้ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ต้องตีความไปต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3281/2562

สัญญาตัวแทนตามคำฟ้องเป็นสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยกับจำเลยซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้