Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำเบิกความของผู้เสียหายที่ยืนยันว่าจำเลยที่1ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายสอดคล้องกับรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่ใต้เยื่อพรหมจารีและพบตัวอสุจิและชั้นสอบสวนจำเลยที่1ก็ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่1ได้กอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย2ครั้งพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่1ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย2ครั้ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 24 มกราคม 2537 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 25 มกราคม 2537 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองกับพวก 5 คน ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญนางสาวศ. ผู้เสียหาย ไม่ให้ขัดขืนและจำยอมไปกับจำเลยทั้งสองกับพวก ทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และร่วมกันฉุดพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร และจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหาย โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้เสียหาย บังคับให้ผู้เสียหายอยู่ในบ้านพักของผู้มีชื่อที่ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำเลยที่ 1 ยังใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญบังคับผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยที่ 1 จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง

เหตุเกิดที่ตำบลกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276, 284, 309, 310, 83จำเลย ทั้ง สอง ให้การ ปฎิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคหนึ่ง, 309 วรรคสอง, 310วรรคหนึ่ง, 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการโดยไม่ยินยอม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหลายหลายบทลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุกคนละ 1 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (ที่ถูกมาตรา 276 วรรคหนึ่ง)

จำคุก9 ปี รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 15 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปีจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มี นางสาวศ. ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า เมื่อจำเลยทั้งสองกับพวก 5 ถึง 6 คน ฉุดคร่าผู้เสียหายขึ้นรถยนต์กระบะแล้วจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์กระบะไปทางบ้านยางชุมถึงบ้านหลังหนึ่งอยู่เชิงเขา จำเลยที่ 1 จับแขนผู้เสียหายลากเข้าบ้าน พูดขู่ว่าถ้าไม่ยอมจะให้เพื่อนรุมโทรม ผู้เสียหายกลัวไม่กล้าขัดขืน เมื่อเข้าไปในบ้านแล้วจำเลยที่ 1 ปิดประตูบ้านและบอกให้จำเลยที่ 2 กับพวกนำรถยนต์กระบะไปไว้ที่หลังเขาหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กอดปล้ำถอดเสื้อผ้าและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืนแต่สู้กำลังของจำเลยที่ 1 ไม่ได้

เช้าวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับจำเลยที่ 1 ได้ ผู้เสียหายได้ชี้ตัวจำเลยที่ 1 ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีทันที คำเบิกความของผู้เสียหายสอดคล้องกับรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.6 ว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่ใต้เยื่อพรหมจารียาวไปทางฝีเย็บ1 เซนติเมตร เยื่อพรหมจารีฉีกขาด และพบตัวอสุจิ และชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่ 1 ได้กอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย 2 ครั้ง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 ร่วมประเวณี มีเพียงจำเลยที่ 1 เบิกความลอย ๆไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย 2 ครั้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล สระฏัน · อธิราช มณีภาค · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้