Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1310/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ถ้าโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวได้หากเข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์จนคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีโจทก์ที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1และเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2529ของศาลชั้นต้น ระหว่างจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นโจทก์ โจทก์ที่ 1กับพวกเป็นจำเลย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ในการทำยอมความจำเลยที่ 3 เป็นทนายความในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2529 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันฟ้องโจทก์ทั้งสาม ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2529 โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวยอมร่วมกันชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว

จำนวน 18,804,098.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยโจทก์ทั้งสามจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี นับแต่วันทำยอม ตามข้อสัญญาดังกล่าวโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามได้ตกลงกันเป็นพิเศษ มิให้ถือตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โดยตกลงกันว่า จำเลยทั้งสามในคดีนี้ยอมให้โจทก์ทั้งสามในคดีนี้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 ปี โจทก์ทั้งสามได้ขอชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธอ้างว่าโจทก์ทั้งสามผิดสัญญา แล้วยึดทรัพย์โจทก์ทั้งสามทำให้โจทก์ทั้งสามเสียหายสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตกเป็นโมฆะไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นนิติกรรมอำพรางและเป็นกลฉ้อฉลเพราะโจทก์ทั้งสามเป็นหนี้จำเลยที่ 1 เพียง 17 ล้านบาทเศษเท่านั้นแต่จำเลยทั้งสามกลับนิ่งเฉยไม่ให้ข้อความจริง

ขอให้พิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2529 และคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2529 ของศาลชั้นต้นเป็นโมฆะศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์มีสิทธิเพียงอุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น โจทก์จะนำคดีมาฟ้องขอเพิกถอนสัญญายอม และคำพิพากษาตามยอมไม่ได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2529 และคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 409/2529 ของศาลชั้นต้นเป็นโมฆะคู่ความไม่มีเจตนาจะบังคับกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความแต่มีการตกลงจะบังคับกันเป็นพิเศษดังที่โจทก์ทั้งสามกล่าวมาในฟ้องแต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกัน

สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางและเป็นกลฉ้อฉลโจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าเมื่อโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว หากโจทก์ทั้งสามเห็นว่าไม่ถูกต้องก็อาจจะอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวได้หากเข้ากรณีตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเมื่อโจทก์ทั้งสามไม่อุทธรณ์และคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสามอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสิทธิ์ แสนศิริ · นิเวศน์ คำผอง · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2567

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง อ้างว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน คือสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส รวมทั้งอาคารพักพนักงานจำนวน 2 ชั้น ฯลฯ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13552/2558

บุคคลที่มีข้อพิพาทซึ่งอาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้หนี้เดิมระงับตามมาตรา 852 แล้วผูกพันกันตามที่ได้ตกลงกันไว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5478/2553

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมกำหนดไว้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ หนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้รวม 36,130,856.01 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ตกลงร่วมรับผิดใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3496/2549

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.10 กำหนดให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2549

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุตรว่าประพฤติเนรคุณ ขอถอนคืนการให้ที่ดินต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยและบุตรคนอื่นปลูกบ้านให้โจทก์ และเลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสีย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้