Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13143/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 394 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 เม็ด พบอยู่ในกล่องสีน้ำตาลพร้อมอุปกรณ์การเสพวางอยู่ใต้เบาะที่นั่งคนขับรถกระบะ และเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 1 เม็ด พบอยู่ในซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีลักษณะการเก็บและครอบครองแยกต่างหากจากเมทแอมเฟตามีนของกลาง 392 เม็ด ซึ่งพบอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินใส่อยู่ในกระเป๋าผ้าที่วางอยู่ท้ายกระบะรถ ซึ่งเฉลี่ยคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.4205 กรัม จึงเป็นคนละจำนวนกัน อันเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองจึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสองเม็ดดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครอง ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 10 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 5 ปี 3 เดือน และปรับ 500,000 บาท

หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 3 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 10 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่และยึดเมทแอมเฟตามีน 394 เม็ด อุปกรณ์การเสพ และถุงพลาสติกใสเป็นของกลาง ผู้ตรวจพิสูจน์ประจำวิทยาการเขต 45 ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.438 กรัม จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ฎีกา คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดในฐานดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่

เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง 392 เม็ด ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะโดยมีจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั่งไปด้วยแล้วถูกพันตำรวจตรีมานพและดาบตำรวจพิสุทธิ์กับพวกตรวจค้นและจับกุมโดยยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากเป็นของกลางพร้อมกับอุปกรณ์การเสพและเงินจำนวนมากถึง 100,000 บาท เช่นนี้บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 392 เม็ด ไว้ในครอบครอง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในการกระทำความผิดแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องร่วมเดินทางไปด้วยกันจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุมซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วผู้กระทำความผิดย่อมต้องปกปิดการกระทำของตนเป็นความลับและไม่นำบุคคลอื่นไปร่วมรู้เห็นการกระทำความผิดของตนด้วย

แม้ว่าพันตำรวจตรีมานพและดาบตำรวจพิสุทธิ์จะเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับสายลับที่ว่าพันตำรวจตรีมานพรู้จักและเคยพบกับสายลับหรือไม่ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญเพราะสาระสำคัญอยู่ที่ข้อมูลที่ได้รับจากสายลับซึ่งนำไปสู่การตรวจค้นรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 กับพวกที่แล่นผ่านมาและตรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองไม่ได้ลดน้ำหนักลงจนขาดความน่าเชื่อถือ และแม้พยานโจทก์ทั้งสองจะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งต้องสร้างผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าจะต้องกลั่นแกล้งปรักปรำจับกุมผู้บริสุทธิ์โดยปราศจากมูลความผิด และไม่ปรากฏว่ามีข้อพิรุธที่จะบ่งชี้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกา

ฎีกาอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้ไม่เป็นสาระควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 394 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 เม็ด ซึ่งพบอยู่ในกล่องสีน้ำตาลพร้อมอุปกรณ์การเสพวางอยู่ใต้เบาะที่นั่งคนขับ และเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 เม็ด ซึ่งพบอยู่ในซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 มีลักษณะการเก็บและครอบครองแยกต่างหากจากเมทแอมเฟตามีนของกลาง 392 เม็ด ซึ่งพบอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินใส่อยู่ในกระเป๋าผ้าที่วางอยู่ท้ายกระบะรถ ซึ่งเฉลี่ยคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.4205 กรัม จึงเป็นคนละจำนวนกัน ซึ่งเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งศาลล่างทั้งสองจึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสองเม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 392 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลา - นายศุภโชค ก่อเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายไพจิตร สวัสดิสาร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1589/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ505/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1701/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้