คำฟ้องและคำให้การ
เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปส่ง บ. ที่บ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง และร่วมกับจำเลยที่ 1 ยกร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 นำฟางมาคลุมร่างของผู้ตาย และนำยางในรถยนต์มาวางทับ แล้วตระเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นรถกระบะนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุและร่างของผู้ตายเพื่ออำพรางคดี จากนั้นจำเลยที่ 3 ก็นั่งไปด้วยในรถกระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยมีจำเลยที่ 2 ขับรถอีกคันหนึ่งแล่นติดตามไป แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตายซึ่งอยู่ในรถดังกล่าว
การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการกระทำโดยมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ตาม ป.อ. มาตรา 199 นั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนี้
ผู้กระทำจะต้องซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพซึ่งหมายความถึงร่างกายของคนที่ตายแล้ว แต่เมื่อขณะที่ผู้ตายถูกเผา ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย ร่างกายของผู้ตายในขณะนั้นจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ อันเป็นองค์ประกอบความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 199, 217, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน กระสุนปืนและเศษตะกั่ว 2 ชิ้น ของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 217 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง
หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย กับฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี 9 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี
ริบอาวุธปืน กระสุนปืน และเศษตะกั่ว 2 ชิ้น ของกลาง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายวิโรจน์ ผู้ตายเป็นสามีของนางพนมพร ผู้เสียหาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ผู้เสียหายเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นน้องเขยของจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายกับผู้ตายทำงานอยู่ที่จังหวัดสระบุรี แต่ผู้เสียหายกับผู้ตายทะเลาะกัน ผู้เสียหายและบุตร 2 คน จึงไปอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ต่อมาผู้ตายไปอาละวาดถามหาผู้เสียหายกับบุตรที่งานศพนางนุกุล แม่ยายของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงพาผู้เสียหายกับบุตรไปหลบที่กระท่อมของนางคำผม น้องสาวของจำเลยที่ 1 ที่เกิดเหตุ จากนั้นวันที่ 1 มกราคม 2556 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ
เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ผู้ตายไปถามหาผู้เสียหายกับบุตรที่บ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงพาผู้เสียหายกับบุตรไปหลบซ่อนในป่าอ้อย เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นางคำผมนำอาหารไปส่งผู้เสียหาย และชวนจำเลยที่ 1 ออกไปสังสรรค์วันขึ้นปีใหม่กับญาติที่กระท่อมที่เกิดเหตุซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมอยู่ด้วย เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ผู้ตายขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บม 2515 สระบุรี ของผู้เสียหายคันเกิดเหตุ มายังกระท่อมที่เกิดเหตุ ผู้ตายเมาสุราและถามหาผู้เสียหายกับบุตร แล้วโวยวายด่าทอวงศ์ตระกูลของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนยาวของกลางยิงที่ศีรษะผู้ตาย 1 นัด และจำเลยที่ 1 นำร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ แล้วนำรถกระบะและร่างของผู้ตายไปเผาที่อำเภอผาขาว
จังหวัดเลย ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนรถกระบะของผู้เสียหายถูกเผาได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นกัน
คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่พบเห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุขณะที่ผู้ตายอยู่ในรถดังกล่าวดังทำนองที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์มีนางบุญถม ซึ่งเป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 และเป็นมารดาของจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะพยานนอนหลับอยู่ในกระท่อมที่เกิดเหตุ หลานสาว 2 คน วิ่งร้องไห้มาบอกว่า ให้กลับบ้าน พยานลงจากกระท่อมไปดูเหตุการณ์
พบผู้ตายนอนตะแคงที่ตอไม้ พยานจึงกลับไปที่บ้านของนางคำผม และพาหลานเข้านอน ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับมาที่บ้าน จำเลยที่ 2 บอกพยานว่า พาจำเลยที่ 3 ไปหาจำเลยที่ 1 และไปรับจำเลยที่ 1 หลังจากเอาศพผู้ตายไปทิ้งแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การดังกล่าวแล้ว นางบุญถมให้การในชั้นสอบสวนว่า วันเกิดเหตุขณะพยานกำลังนอนหลับที่กระท่อมที่เกิดเหตุ หลานของพยานร้องไห้วิ่งเข้ามาปลุกพยาน พยานตื่นขึ้นและเห็นผู้ตายนอนตะแคงแน่นิ่งอยู่บริเวณข้างวงสุรา โดยศีรษะหนุนอยู่ระหว่างตอไม้กับก้อนหิน ทั้งเห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายบุญโฮม พี่ชายอีกคนหนึ่งของพยานมายืนดูอยู่ที่ท้ายรถ แล้วตะโกนบอกพยานว่า ผู้ตายเสียชีวิตแล้ว
พยานตกใจกลัวและบอกให้จำเลยที่ 2 พาพยานกับหลานกลับบ้าน หลังจากกลับถึงบ้านพักที่เวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยานอาบน้ำและดูแลหลาน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถออกจากบ้านไม่ทราบว่าไปที่ใด และกลับมาอีกครั้งในเวลาประมาณ 22 นาฬิกา พยานสอบถามจำเลยที่ 2 ว่า ไปไหนมา จำเลยที่ 2 ตอบว่า พาจำเลยที่ 3 กลับไปหาจำเลยที่ 1 ยังที่เกิดเหตุ และขับรถไปรับจำเลยที่ 1 กลับบ้านหลังจากนำศพไปทิ้ง โดยนางบุญถมให้การไว้ในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุไม่นานนัก ซึ่งเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุที่เกิดขึ้นมากกว่าที่มาเบิกความในชั้นพิจารณา เชื่อว่ายังจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุได้เป็นอย่างดี และไม่ปรากฏว่านางบุญถมให้การไว้โดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนางบุญถมประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และคำให้การในชั้นสอบสวนของนางบุญถมดังกล่าวยังสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า
เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะที่ผู้ตายขับมาแล่นถอยมายังบริเวณที่ผู้ตายนอนอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 1 ขอร้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ช่วยจัดการร่างของผู้ตายโดยช่วยกันยกเสื่อที่รองร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะดังกล่าว โดยวางร่างของผู้ตายไว้ที่เบาะและหันศีรษะไปด้านคนขับ แล้วจำเลยที่ 1 นำเสื่อและยางในรถยนต์โยนไว้ที่กระบะหลังรถ แล้วนำรถกระบะไปจอดบริเวณกองฟางในบริเวณที่เกิดเหตุ นำฟางมาคุลมร่างของผู้ตาย นำยางในรถยนต์ตัดเป็น 2 ท่อน มาวางทับ แล้วใช้เสื้อพลาสติกวางทับอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นนำน้ำมันดีเซล 2 แกลลอน แกลลอนละ 5 ลิตร ที่อยู่ในที่เกิดเหตุขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะออกไปโดยขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปเป็นเพื่อนโดยจำเลยที่ 3 นั่งเบาะหน้าข้างจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถของตนตามไปจนไปถึงอำเภอผาขาว
จังหวัดเลย บริเวณดังกล่าวเป็นที่เปลี่ยวและเป็นซอยแยก จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะคันเกิดเหตุแล่นเข้าไปแล้วรถติดหล่มเคลื่อนที่ไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงจอดรถกระบะไว้แล้วนำน้ำมันดีเซลที่เตรียมมาเทราดที่ร่างของผู้ตายและกระบะหลังรถ จากนั้นจุดไฟเผา เมื่อเห็นว่าไฟลุกติดแล้ว จำเลยทั้งสามจึงพากันกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุโดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับรถ จำเลยที่ 1 นั่งข้างคนขับ ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งเบาะหลัง แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 แยกย้ายไป ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การไว้หลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน อันเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 คงยังไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังให้การไว้ต่อหน้าทนายความซึ่งเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำจำเลยที่ 1 ด้วย เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การไว้ด้วยความสมัครใจ แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ