Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำให้การชั้นสอบสวนของพยาน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีประกอบข้อพิจารณาของศาล เมื่อคำให้การชั้นสอบสวนของ ส. และ ว. สอดคล้องตรงกับคำให้การของ ข. ประจักษ์พยานโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้นยิงฆ่าผู้ตาย จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไปด้วย ฉะนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง มิใช่มีความผิดตามมาตรา 295 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๒๘๘ , ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๓๗ (ที่ถูกมาตรา ๓๗๑ , ๙๑) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ วรรคสาม , ๗๒ ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำเลยที่ ๑ จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (๓) (ที่ถูกมาตรา ๙๑ (๓)) จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๕ , ๘๓ จำคุกคนละ ๒ ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ กระทำในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันเกิดเหตุ จึงยังใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุ น่าเชื่อว่านางสำรวยและนายวิเชียรให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความจริงที่รู้เห็นโดยยังไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องปรุงแต่งเรื่องให้ผิดไป พนักงานสอบสวนจึงบันทึกและให้นางสำรวยกับนายวิเชียรลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน ร้อยตำรวจโท มนตรี แก้วสุริยะ และพันตำรวจโท ประสิทธิ์ ปั้นใด พนักงานสอบสวนผู้บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ ต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักผู้ตายและจำเลยทั้งสาม ไม่มีเหตุผลใดที่จะร่วมกันบันทึกคำให้การของพยานให้แตกต่างไปจากที่พยานให้การเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสาม

การที่นางสำรวยและนายวิเชียรมาเบิกความในชั้นพิจารณาว่าไม่เห็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในที่เกิดเหตุ และไม่เห็นจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายโดยพยายามบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงว่า ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุขณะมีการทำร้ายและยิงผู้ตายนั้นไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เพราะนางสำรวยและนายวิเชียรมีบ้านใกล้กับบ้านนางขันจอกและผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุร่วมไปสรงน้ำพระมาด้วยกันแล้วกลับมานั่งพูดคุยกันที่แคร่ไม้บ้านนายวิเชียร เมื่อนางขันจอกเห็นผู้ตายถูกจำเลยทั้งสามรุมทำร้ายก็ร้องขอความช่วยเหลือจากนางสำรวยและนายวิเชียร แสดงว่าต่างมีความผูกพันสนิทสนมกัน ซึ่งตามวิสัยของบุคคลผู้มีความผูกพันกันดังกล่าวย่อมจะต้องรีบไปดูตรงที่เกิดเหตุตามเสียงเรียกของนางขันจอกดังที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในเอกสารหมาย

จ. ๑ และ จ. ๔ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงรับฟังเป็นความจริงได้ ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของพยานกรณีเช่นนี้ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีประกอบข้อพิจารณาของศาล เมื่อคำให้การชั้นสอบสวนของนางสำรวยและนายวิเชียรสอดคล้องตรงกับคำให้การของนางขันจอกประจักษ์พยานโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงฆ่าผู้ตายตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รู้ว่าจำเลยที่ ๑ มีอาวุธปืนไปด้วย

ฉะนั้น จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัว ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง มิใช่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๕ ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โนรี จันทร์ทร · พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดชัยนาท - นายธีรพงศ์ ฟักเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6635/2554

ผู้ตายฝ่ายหนึ่งและจำเลยทั้งสามกับพวกอีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ดังนั้น แม้ฝ่ายจำเลยจะมีหลายคน แต่เมื่อสามารถรับรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ การที่ผู้ตายถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายจึงมิใช่เป็นการตาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2548

ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์มีความเห็นว่าบาดแผลของผู้เสียหายต้องใช้เวลารักษาเกินกว่า 21 วัน แต่ผู้เสียหายเบิกความเพียงว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการถูกทำร้ายต้องใช้เวลารักษา 21 วัน จึง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2501

ฟ้องว่าฆ่าคนตายโดยเจตนา ลงโทษฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้จำเลยที่ 2 เอาไม้ตีนายหล่า และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เข้าจับแขนนายหล่าไว้คนละข้างแล้วจำเลยที่1เอามีดเข้าแทงนายหล่า นายหล่าอยู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2567

การที่ผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทง น. แล้ว น. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้ตายที่ 2 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยมิได้คบคิดนัดหมายกันมาก่อน ถือไม่ได้ว่าจำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562

การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้