Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13357/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตลอดแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาว่าโจทก์ประสงค์จะนำที่ดินทั้งหมดกลับมาขายด้วยตนเอง แต่ใช้วิธีทยอยไถ่ถอนที่ดินจากธนาคารทีละจำนวน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายผ่อนผันเวลาให้แก่กันเช่นนี้ จะอ้างว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ หากจำเลยทั้งสามผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ แต่โจทก์หาได้ดำเนินการไม่ และการที่จำเลยทั้งสามโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวถือเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้การชำระหนี้ของจำเลยทั้งสามเป็นการพ้นวิสัยไปด้วย คู่ความทั้งสองฝ่ายจึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ และสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไปไม่มีผลบังคับ เช่นนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 26,479,286 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าปรับปรุงสาธารณูปโภค ปรับสภาพดิน 10,239,286 บาท กับค่าขาดประโยชน์ 16,240,000 บาท เพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งไม่ได้กำหนดให้โจทก์เรียกค่าเสียหายใด ๆ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว นอกจากนี้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัว เพราะโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีก่อนในฐานะทายาทโดยธรรม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินส่วนแบ่งของมรดกที่จำเลยทั้งสามจะได้รับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเดิมโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของพลตำรวจตรีโกมล ชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนเป็นเงิน 13,129,286.70 บาท คดีดังกล่าวสามารถตกลงกันได้โดยศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 387/2550 ของศาลชั้นต้นปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาในวันที่ 4 สิงหาคม 2552 จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของพลตำรวจตรีโกมลร่วมกันจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่บุคคลภายนอกตามสัญญาขายที่ดิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามมีว่า คู่ความฝ่ายใดผิดสัญญาต่อกันหรือไม่

อย่างไร โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างฎีกากล่าวอ้างว่าคู่ความอีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดไปแล้ว โดยจำเลยทั้งสามโอนวัตถุแห่งหนี้ไปให้บุคคลภายนอกไม่ยอมโอนตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาข้อ 3.1 ให้แก่ผู้รับโอนที่โจทก์นำมาตามวันเวลาที่กำหนด โดยโจทก์จะนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสาม 500,000 บาท และไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร แต่จำเลยทั้งสามโอนที่ดินพิพาทให้แค่ 5 แปลง และผิดนัดไม่ยอมโอนอีก 2 แปลง ส่วนจำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยผู้รับโอนที่โจทก์อ้างอีก 2 ราย นั้นไม่ไปชำระเงินและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

จำเลยทั้งสามผ่อนผันโดยยอมให้จ่ายเช็คเป็นค่าโอนที่ดิน 2 แปลงหลัง แต่เช็คก็เรียกเก็บเงินไม่ได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็ไม่สามารถหาบุคคลภายนอกของโจทก์ตามที่อ้างเพื่อรับโอนที่ดินจากจำเลยทั้งสามได้เช่นกัน อีกทั้งโจทก์ยังจ่ายเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้แก่จำเลยทั้งสาม เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตลอดแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาว่าโจทก์ประสงค์จะนำที่ดินโครงการโกมลเพลสทั้งหมดกลับมาขายด้วยตนเอง แต่ใช้วิธีทยอยไถ่ถอนที่ดินจากธนาคารทีละจำนวน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายผ่อนผันเวลาให้แก่กันเช่นนี้จะอ้างว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้

หากจำเลยทั้งสามผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ 3.1 โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ แต่โจทก์หาได้ดำเนินการไม่ และการที่จำเลยทั้งสามโอนที่ดินรวม 95 แปลง ให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวถือเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้การชำระหนี้ของจำเลยทั้งสามเป็นการพ้นวิสัยไปด้วย คู่ความทั้งสองฝ่ายจึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้และสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไปไม่มีผลบังคับ เช่นนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินส่วนแบ่งของมรดกที่จำเลยทั้งสามได้รับจากกองมรดกของพลตำรวจตรีโกมล ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กิจชัย จิตธารารักษ์ · เกษม เกษมปัญญา · สมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสระแก้ว - นายรัตตัญญู จิรทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางปวีณณา ศรีวงษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.4071/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ90/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ230/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2529

ในสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ผู้ขายเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าโดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2502 (เลขอ้างอิง 40018)

สัญญายอมความในคดีก่อนมีความว่าเมื่อปลูกสร้างโรงภาพยนตร์เสร็จแล้วจำเลยจะจัดให้โจทก์ได้เช่าตั้งร้านขายเครื่องดื่มที่หน้าโรงภาพยนตร์นั้นตามสัญญาไม่ได้ระบุว่าที่ๆ จะจัดให้โจทก์เช่านั้นจะต้องเป็นห้องใช้เป็…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2502 (เลขอ้างอิง 78581)

สัญญายอมความในคดีก่อนมีความว่า เมื่อปลูกสร้างโรงภาพยนต์เสร็จแล้วจำเลยจะจัดให้โจทก์ได้เช่าตั้งร้านขายเครื่องดื่มที่หน้าโรงภาพยนต์นั้น ตามสัญญาไม่ได้ระบุว่าที่ ๆ จะจัดให้โจทก์เช่านั้นจะต้องเป็นห้องใช้เป…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 716685)

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้