Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1338/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การพิจารณาคำร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 41, 121, 124 ต้องปรับด้วยมาตรา 43 มิใช่มาตรา 28 ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อพิพาทของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ มาตรา 43 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 41 แต่มาตราทั้งสองก็หาได้บัญญัติว่า ข้อเท็จจริงที่ได้มาตามมาตรา 43 ถือเป็นยุติไม่ และเมื่อผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหานำคดีไปสู่ศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 วรรคท้ายแล้วคู่ความย่อมนำสืบข้อเท็จจริงได้ทุกอย่างทุกประการ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์และให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีตามความต้องการของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 44, 45 การสืบพยานในคดีแรงงานมีข้อแตกต่างจากคดีแพ่งสามัญโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 45 วรรคสองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานการที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงทั้งหลายในคดีได้ย่อมถือได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตแล้วแม้ว่าโจทก์จะมิได้นำสืบข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ก็นำสืบข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาต่อศาลได้ และจำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้าง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 89 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 28 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 43 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 44 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ลูกจ้างของโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่า โจทก์กลั่นแกล้งโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่เพื่อบีบบังคับให้ออกจากงานเนื่องจากลูกจ้างทั้งเก้าคนเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน จำเลยได้พิจารณาคำร้องของลูกจ้างไปฝ่ายเดียว เพราะโจทก์ไม่อาจไปให้ถ้อยคำได้เนื่องจากภารกิจต้องนำสินค้าไปต่างประเทศ จำเลยให้โจทก์รับลูกจ้างที่ยื่นคำร้องกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่ได้กลั่นแกล้งโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ของลูกจ้าง เหตุเลิกจ้างเป็นเพราะลูกจ้างจงใจฝ่าฝืนคำสั่งทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การว่า กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์จงใจขัดขืนไม่ยอมไปพบและไม่ให้ความร่วมมือ จำเลยมีคำสั่งโดยอาศัยถ้อยคำและเอกสารจากนายบุญนาค ผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้จัดการโจทก์ หาได้รับฟังข้อเท็จจริงจากลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องไม่ คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่

จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า ชั้นวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้น โจทก์มิได้นำสืบข้อเท็จจริงต่อจำเลยทั้งสิบสี่ผู้เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ต่อเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วโจทก์จึงนำสืบข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณา โจทก์หามีอำนาจนำสืบข้อเท็จจริงเช่นว่าไม่ เพราะเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๘ เมื่อโจทก์นำสืบ จำเลยไม่มีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงเช่นว่านั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๘ ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อพิพาทของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามที่จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์นั้น หาอาจจะนำมาปรับแก่คดีนี้ได้ไม่ เพราะบทมาตราดังกล่าวเป็นเรื่องของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เจตนารมณ์ของบทมาตราดังกล่าวเป็นประการใด ขั้นตอนในการพิจารณาข้อพิพาทเป็นประการใด ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยสำหรับคดีนี้ คดีนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๔๑ มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๔ ดังจะเห็นได้จากคำสั่งที่ ๑๗-๑๘/๒๕๓๐ ของจำเลยทั้งสิบสี่ท้ายคำฟ้อง

กรณีจึงต้องปรับด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔๓ อันว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ อันเป็นบทมาตราโดยเฉพาะ แม้จำเลยทั้งสิบสี่อ้างบทมาตราคลาดเคลื่อนตามที่กล่าวมาแล้วก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวเพื่อเป็นการปลดเปลื้องข้อสงสัยของจำเลยทั้งสิบสี่

ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๔๓ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารสำหรับการปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาด ตามมาตรา ๔๑ แต่มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ก็หาได้บัญญัติว่าข้อเท็จจริงที่ได้มาตามมาตรา ๔๓ ถือเป็นยุติไม่ เมื่อผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหานำคดีไปสู่ศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคท้ายแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าข้อเท็จจริงจะต้องถือตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คู่ความจะนำสืบนอกกว่านั้นไม่ได้ ความที่ว่ามาทั้งนั้นไม่มีปรากฏในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ

ณ ที่ใดเลย ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ดังนั้น ผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา ผู้เป็นคู่ความจึงย่อมจะนำสืบข้อเท็จจริงได้ทุกอย่างทุกประการ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์และให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามความต้องการของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕

อนึ่ง การสืบพยานในคดีแรงงานก็แตกต่างกว่าคดีแพ่งสามัญดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน ฯ มาตรา ๔๕ วรรคสองที่ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยานตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงทั้งหลายในคดีนี้ได้นั้น ย่อมถือได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตแล้วเพราะศาลแรงงานกลางต้องการได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ และเพื่อจะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ศาลฎีกา เห็นว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาได้เพราะเป็นการนำสืบในประเด็นโดยตรงตามประเด็นข้อ ๒ ที่ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๑๗-๑๘/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๐ หรือไม่ เพียงใด และจำเลยทั้งสิบสี่มีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อเท็จจริที่โจทก์นำสืบไว้แล้วนั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง · สีนวล คงลาภ
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายเกียติพงศ์ อมาตยกุลศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13145/2558

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลย หรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง โจทก์หรือจำเลยไม่มีสิทธิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12184/2553

การสืบพยานในคดีแรงงาน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6296/2548

การพิจารณาคดีแรงงานต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ตามกฎหมายดังกล่าวหาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าหากเป็นคดีที่นายจ้างหรือลูกจ้างนำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2541

โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างและเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและ ป.พ.พ. จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างแต่เป็นหุ้นส่วนทำกิจการร่วมกัน และโจทก์ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1182/2540

ศาลแรงงานได้วินิจฉัยแล้วว่า สิทธิของจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องและประนีประนอมยอมความกับโจทก์ที่ศาลแรงงานและรับเงินจากโจทก์ไปแล้ว เมื่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ในจำนวนค่าเสียหายตามคำสั่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้