คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมปลอมและให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ดประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ เห็นว่าการพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นเองว่าเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยในทางแพ่งขอให้ศาลพิพากษาว่า พินัยกรรมของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมปลอมและให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมก็โดยอาศัยเหตุมาจากที่โจทก์ทั้งเจ็ดร้องทุกข์ให้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีอาญาเรื่องจำเลยปลอมพินัยกรรมและใช้พินัยกรรมปลอม ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์คดีถึงที่สุดในคดีอาญาแล้วว่า
พินัยกรรมที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอมไม่ใช่พินัยกรรมปลอม คดีอาญาดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและศาลฎีกาฟังยุติและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่ใช่ประเด็นปลีกย่อย นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน เช่นนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดคดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้นในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งในปัญหาที่ว่า จำเลยปลอมพินัยกรรม อันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกเจ้ามรดกผู้ตายหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า นายสิงห์โต เจ้ามรดกได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้านายอยุทธ์และนายชูชาติพยานจริง และนายอยุทธ์กับนายชูชาติได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมรับรองลายมือชื่อของนายสิงห์โตในขณะเดียวกันด้วย
ลายมือชื่อนายสิงห์โตในพินัยกรรมดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อปลอม จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องโจทก์ อันมีความหมายในตัวโดยปริยายว่า จำเลยไม่ได้ปลอมพินัยกรรม จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใด มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดประการสุดท้ายว่า พินัยกรรมพิพาทดังกล่าวทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเนื่องจากนายอยุทธ์กับนายชูชาติผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายสิงห์โตเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมอันมีผลทำให้พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ประกอบมาตรา 1705 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่
หากปลอมจำเลยเป็นผู้ปลอมพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ไม่ได้กำหนดประเด็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าพยานในพินัยกรรมไม่ได้รู้เห็นขณะที่ทำพินัยกรรมและขณะเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม อันเป็นการหยิบยกเรื่องแบบพินัยกรรมขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ด้วย ประกอบกับคดีส่วนอาญาที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติแล้วว่านายสิงห์โตลงลายมือชื่อต่อหน้านายอยุทธ์และนายชูชาติและนายอยุทธ์กับนายชูชาติก็ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมรับรองลายมือชื่อนายสิงห์โตในขณะเดียวกันนั้นด้วยข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงต้องถือเป็นยุติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเพิ่มเติมทำนองว่า
พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ประกอบมาตรา 1705 ทรัพย์มรดกของนายสิงโตทั้งหมดและตามพินัยกรรมจำต้องนำไปแบ่งให้ทายาทโดยธรรมทุกคนของนายสิงห์โตตามกฎหมายต่อไปนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงหามีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดทุกข้อฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ